<?xml version="1.0" encoding="tis-620"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>News</title>
<link>http://www.siamdev.com</link>
<description></description>
<ttl>1</ttl>
<item>
 <title>IBMอวดผลประกอบการQ2โต12%พร้อมคำชม&quot;ดีที่สุด&quot;</title>
 <description>ไอบีเอ็มรับผลสำเร็จจากการปรับกระบวนทัพ เสริมแกร่งแผนกซอฟต์แวร์และเซอร์วิส ดันกำไรไตรมาสสองของปี 2007 เพิ่ม 12 เปอร์เซ็นต์ เหนือกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีทเจอร์นัล นักวิเคราะห์ชี้ เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของไอบีเอ็มในรอบหลายปีเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       จากการรายงานผลประกอบการในไตรมาสที่สองของปีของยักษ์ใหญ่สีฟ้า &quot;ไอบีเอ็ม&quot; พบว่า รายได้ของไอบีเอ็มในไตรมาสนี้เท่ากับ 23.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไร 2.26 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินปันผล 1.55 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น เหนือกว่าที่นักวิเคราะห์ของทอมสัน ไฟแนนเชียล เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.47 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ในส่วนของยอดขาย ไอบีเอ็มก็ทำยอดเพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางบริษัทได้กล่าวถึงผลประกอบการในไตรมาสนี้ว่าเป็นไตรมาสที่ดีที่สุด นับตั้งแต่ปี 2001 เลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นอานิสงค์จากปัญหาค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐอ่อนตัว เพราะถ้าหากไม่มีปัญหาค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐอ่อนตัวในช่วงนี้ ไอบีเอ็มจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นักวิเคราะห์ Bob Djurdjevic จาก Annex Research กล่าวว่า &quot;การดำเนินงานของฝ่ายธุรกิจหลักของไอบีเอ็มทำได้ดีมาก และนี่ถือเป็นความสำเร็จที่ดีที่สุดในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และแสดงให้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่เด่นชัดของบริษัท&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนั้น อีกหนึ่งสัญญาณที่ดีของไอบีเอ็มก็คือ ในไตรมาสที่สองนี้ บริษัทมีการเซ็นสัญญากับลูกค้าเพื่อให้บริการคิดเป็นมูลค่า 11.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีเพียง 9.6 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แผนกฮาร์ดแวร์ของไอบีเอ็มมีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยในส่วนของคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเติบโตขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แผนกซอฟต์แวร์นั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 4.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรก ไอบีเอ็มทำกำไรไปแล้ว 4.11 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับปันผล 2.75 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น โดยมีรายได้รวม 45.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=220</link>
 <pubDate>Fri, 20 Jul 2007 15:46:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>บอร์ดกทช.รับรองสัญญาจับคู่ไอซี ทีโอทีติดโผร่วมยินยอมให้รายใหม่</title>
 <description>ทิศทางอุตสาหกรรมโทรคมนาคมใช้ค่าไอซีเริ่มเห็น กทช. ลงนามรับรองสัญญาการใช้ไอซี ค่ายมือถือ 3 ราย แม้แต่ ทีโอที ยังมีร่วม เพียงแต่ใช้กับผู้ให้บริการรายใหม่ อย่างทริปเปิลที บรอดแบนด์ ส่วนเรื่องพิพาทไอซี เอซี ยังคงต้องรอ เลขาธิการ กทช. มั่นใจ ยังไงค่าไอซีก็ต้องเกิด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ดว่า ที่ประชุมได้รับรองการทำสัญญาค่าเชื่อมโยงโครงข่าย(อินเตอร์เน็ตคอนเนคชั่นชาร์จหรือไอซี)ของผู้ให้บริการโทรศัพท์แล้วจำนวน 10 ฉบับ ได้แก่ 1.บริษัท โทเทิ่ล แอ็กเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กับบริษัท ทรูมูฟ 2.ทรูมูฟ กับ ดีแทค 3.ดีแทค กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส หรือ เอไอเอส 4.เอไอเอส กับดีแทค 5.เอไอเอส กับทรูมูฟ 6.ทรูมูฟ กับดีแทค 7.บริษัท ทีโอที กับบริษัท ทริปเปิ้ลที บรอดแบนด์ 8.ทริปเปิ้ลที กับทีโอที 9.ดีแทค กับทริปเปิ้ลที และ10.ทริปเปิ้ลที กับดีแทค&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       และการที่ผู้ประกอบการทุกรายยินยอมที่จะทำสัญญาเพื่อใช้ค่าอินเตอร์คอนร่วมกันนั้น เลขาธิการ กทช. กล่าวว่า เบื้องต้นถือเป็นการยอมรับหลักการที่จะให้มีการใช้ค่าไอซี ซึ่งในที่นี้ก็รวมไปถึง ทีโอที ด้วย แต่หากผู้ประกอบการรายใดยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องของอัตราค่าไอซีร่วมกันได้ อาจจะต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท(กวพ.) ของ กทช.จนกว่าจะได้ข้อสรุป ก่อนที่จะดำเนินการทำสัญญาตกลงร่วมกันทุกฝ่ายอีกครั้ง ในการเพื่อคิดค่าไอซีระหว่างกันได้ โดยการกำหนดอัตราค่าไอซีที่จะเกิดขึ้นนั้น ซึ่งละคู่จะขึ้นจะตกค่าใช้ระหว่างกันเอง ระหว่างคู่สัญญา แต่ค่าไอซีที่จะเกิดขึ้นจะต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค โดยจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการพิจารณา จากของกทช. อีกครั้ง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การกำหนดอัตราค่าไอซี ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะให้ผู้บริโภคได้รับทราบต้นทุนของการให้บริการโทรคมนาคมที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นธรรมต่อผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครรู้ว่าต้นทุนของค่าบริการโทรคมนาคมเป็นเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นระบบผูกขาดมาตลอด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนี้ที่ประชุม กทช. ยังได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 24 ล้านบาท จ้างที่ปรึกษาเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี สำหรับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อศึกษาความเหมาะสมเกี่ยวกับตลาด จำนวนผู้ประกอบการ และอื่นๆ โดยขณะนี้มีรายชื่อบริษัทเอกชนที่ผ่านการคัดเลือกในเบื้องต้นแล้ว 6 รายจากทั้งหมดที่เสนอตัวมา 18 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างประเทศ โดยระหว่างนี้ กทช. กำลังเปรียบเทียบคุณสมบัติและสอบถามประวัติผลงานของ บริษัท ที่ปรึกษาที่เข้ามาเสนอ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทั้งนี้ กทช.ได้ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2551 จะสามารถออกใบอนุญาตประกอบกิจการ(ไลเซนส์)โทรศัพท์โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบเทคโนโลยี3 จีได้ หลังกำหนดหลักเกณฑ์แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะมาจากแนวทางการศึกษารูปแบบของที่ปรึกษา โดยจะใช้เวลาในส่วนนี้ ในช่วงปลายปี หลังจากที่คัดเลือกที่ปรึกษาได้ภายในเดือนกันยายนที่คาดว่าจะทราบผลได้ในเดือนกันยายนนี้และจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือนในการศึกษารูปแบบทั้งหมด</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=219</link>
 <pubDate>Fri, 20 Jul 2007 15:37:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>พีซีทีเชื่อไอซีภายในปีนี้ไม่เกิด อัดบุฟเฟ่ต์รีเทิร์นกระตุ้นรายได้</title>
 <description>พีซีทีมั่นใจไอซีปีนี้ไม่เกิด ออกแพกเกจ บุฟเฟ่ต์รีเทิร์น จนถึงสิ้นปี หวังกระตุ้นรายได้ ขณะเดียวกันก็มองหาทางออกไว้ 2 ทาง หากเดินหน้าไม่ไหว หลังลูกค้าลดลงต่อเนื่อง แต่เชื่อยังอยู่ได้เพราะเป็นบริการเฉพาะกลุ่ม และมีรายได้ต่อเลขหมายต่อเดือนเพิ่มขึ้น ชูเรื่องความประหยัดเป็นจุดขาย พร้อมพัฒนาฟังก์ชันให้ใช้งานได้เหมือนมือถือ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1,001 ล้านบาท &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายสหรัฐ คนองศิลป์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น หรือ AWC ผู้ให้บริการพีซีที กล่าวว่า AWC ได้ออกโปรโมชันใหม่ภายใต้ชื่อบุฟเฟ่ต์รีเทิร์นไปเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าทั้งเก่าและใหม่สามารถสมัครใช้โปรโมชันดังกล่าวได้จนถึง 31 ส.ค. แต่สามารถใช้ได้ถึงสิ้นปีนี้ โดยโปรโมชันใหม่มีดัวยกัน 3 แพกเกจคือ 1. เหมาจ่ายขั้นต่อรายเดือน 400 บาท โทร.ได้ไม่อั้นในเครือข่ายมือถือทุกระบบ, ทั่วไทยเบอร์ขึ้นด้วย 02, วี พีซีที 2.เหมาจ่าย 300 บาท โทร.ได้ 300 บาท ครั้งละ 1 บาท 3.เหมาจ่าย 200 บาท โทร.ได้ 200 บาท ครั้งละ 2 บาท และ 4.เหมาจ่าย 100 บาท โทร.ได้ 100 บาท ครั้งละ 3 บาท ราคาดังกล่าวไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ที่ผ่านมายังอึมครึมไม่รู้อินเตอร์คอนเนกชัน ชาร์จ หรือไอซีจะเกิดไม่เกิด จึงไม่กล้าประกาศขยายโปรโมชัน ทำให้ลูกค้าออกจากระบบไปมาก แต่จนถึงขณะนี้เชื่อว่าทีโอทียังไม่เซ็นสัญญาเรื่องไอซีกับใครจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะการเมืองก็ยังไม่นิ่ง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทั้งนี้ หากทีโอทีมีการเซ็นสัญญาในการใช้ค่าไอซีกับผู้อยู่ใต้สัมปทาน บริษัทในกลุ่มทรูก็ต้องเซ็นสัญญาด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ถ้ามีการเซ็นสัญญาเรื่องไอซีเราก็คงต้องบี้กับมือถือ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราถูกอัดอย่างหนัก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ปัจจุบันพีซีทีมีฐานลูกค้าอยู่ที่ 2.9 แสนราย จากต้นปี 2549 ที่มีอยู่ 4.4 แสนราย และต้นปีนี้ 3.2 แสนราย ซึ่งส่วนมากกว่า 65% โทร.ออก โทร.เข้า 35% แต่พอนำบริการโชว์เบอร์มาใช้มีการโทร.ออก 80% โทร.เข้า 20% &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ผู้บริหาร AWC กล่าวว่า แม้ฐานลูกค้าพีซีทีจะลดลง แต่รายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีรายได้ต่อเลขหมายต่อเดือนหรืออาปู้อยู่ที่ 240 บาท สูงกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งทำได้อยู่ที่ 200 บาท เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ใช้บริการโทร.ไม่อั้น ทำให้รายได้กระโดดขึ้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ผมมองว่าพีซีทีดีขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ช่องว่างค่าโทร.ระหว่างเรากับมือถือไม่มีเลย อย่างโปรโมชันนาทีละ 25 สตางค์ เป้าหมายเราปีนี้ไม่ได้ตั้งเป้าฐานลูกค้า แต่มุ่งเน้นที่รายได้โดยรวม เพราะถ้าได้ฐานลูกค้าเข้ามามาก อาจถูกต่อว่าเรื่องคุณภาพได้ จึงเลือกทำตลาดแบบปากต่อปากโดยชูเรื่องความประหยัดเป็นจุดขาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
       ปัญหาของบริการพีซีที หลักมี 4 เรื่องคือ 1.สัญญาณ 2.ส่งเอสเอ็มเอสไม่ได้เหมือนมือถือ 3.ไม่มีคอลล์ เวสติ้ง ที่ไม่มีตรงนี้เพราะพีซีทีเน้นโทร.นาน 4.ประโยชน์การใช้งานน้อยกว่ามือถือ พีซีทีจึงนำเรื่องเหล่านี้มาแก้ไขโดยลำดับความสำคัญ และเห็นว่าเรื่องโชว์เบอร์ จึงนำมาพัฒนาก่อนเพื่อให้การโทร.มีคอลล์ เวสติ้งให้สามารถโทร.กลับได้ และในอนาคตอันใกล้จะพัฒนาให้มีมิสคอลล์เหมือนมือถือ หรือโทร.จากพีซีทีเข้าพีซีทีมีแจ้งเตือนเลขหมายที่โทร.เข้ามา คาดว่าเดือนหน้าจะเปิดตัวบริการได้ ซึ่งจะเป็นลักษณะเอสเอ็มเอสกับวอยซ์เอสเอ็มเอส โดยคิดค่าบริการครั้งละ 3 บาท&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       จากฐานลูกค้า 2.9 แสนราย ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเด็ก 70% วัยทำงาน 30% แต่เมื่อออกแพกเกจบุฟเฟ่ต์รีเทิร์นคาดว่าสัดส่วนจะเป็น 60:40 เพราะ 90% ของฐานลูกค้าพีซีทีมีมือถืออยู่แล้ว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับรายได้ในปีที่ผ่านมาพีซีทีทำได้ 1,324 ล้านบาท เป็นค่าแอร์ไทม์ 1,000 ล้านบาท มาจากการขายเครื่องลูกข่าย 324 ล้านบาท แต่ปีนี้ได้แต่งตั้งบริษัท ดีสุพรีมเป็นผู้นำเข้าเครื่องลูกข่าย จึงตั้งเป้าไว้ที่ 1,001 ล้านบาท&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ก่อนหน้านี้พีซีทีมีค่าใช้จ่าย 50-60 ล้านบาทต่อเดือน แต่พอมีการทำตลาดในรูปแบบคอนเวอร์เจนซ์ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 20 ล้านบาทต่อเดือน แต่มีรายรับ 60-70ล้านบาทต่อเดือน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ส่วนทิศทางการทำตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง พีซีทีจะเน้นเรื่องของช่องทางจัดจำหน่าย โดยทำกิจกรรร่วมกับคู่ค้า ไม่เน้นทำโฆษณาในแมสมาร์เก็ต แต่จะทำแบบไดเรกต์เซลส์ โดยทำคู่มือให้กับตัวแทนจำหน่าย ที่หลักๆ มีทั้งหมด 200 ตู้ทั่วกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทางออกพีซีทีมี 2 ทาง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายสหรัฐกล่าวว่า ขณะนี้ AWC ได้ขออนุญาตและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช.ในการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งเป็นลักษณะรีเซลเลอร์ ไลเซนส์ เพื่อให้บริการพีซีทีต่อ และเป็นการนำบริการโทรคมนาคมเข้ากฎเกณฑ์ที่กทช.วางไว้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แต่ด้วยเทคโนโลยีของพีซีทีสามารถพัฒนาเป็นไว-ไฟได้ อย่างบริษัท Yaosan ในญี่ปุ่นก็นำไปทำเป็นไว-ไฟ ไวแมกซ์ แต่ของบริษัทดังกล่าวเป็นความถี่ย่าน 2.9 กิกะเฮิรตซ์ ส่วนของ AWC เป็นความถี่ย่าน 2.4 กิกะเฮิรตซ์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       พีซีทีถ้าไม่เป็นโมบิลิตี้ก็กลับไปเป็นฟิกซ์ไลน์ในลักษณะไวร์เลส โลคัล ลูฟได้ ใช้กับพื้นที่ที่สายเคเบิลเข้าไปไม่ถึง เพราะรัศมีการให้บริการได้ถึง 2 กม. อีกอย่างก็ทำเป็นไว-ไฟ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ด้านเครื่องลูกข่ายจะเน้นการพัฒนาฟิเจอร์ใช้งานได้เหมือนมือถือ หรือมีเครื่องดูโอ โหมดที่ใช้ได้ทั้งพีซีทีและจีเอสเอ็ม ที่สามารถสวิชต์ระบบได้ทันที หากต้องการใช้อีกระบบหนึ่ง ซึ่งราคาเครื่องดูโอ โหมดราคาเพียง 3,000 บาท เท่านั้น ส่วนเครื่องลูกข่ายปกติราคาจะประมาณ 2,000 บาท</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=218</link>
 <pubDate>Fri, 20 Jul 2007 15:35:21 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>กทช.พบทีโอทีหารือฝ่าทางตันโทรคม</title>
 <description>เลขาธิการ กทช. ยกทีมบริหารจับเข่าคุยกับทีโอทีถกประเด็นปัญหาและข้อติดขัด จากผลการกำกับดูแล เพื่อกลับไปปรับการทำงานให้ไร้ข้อพิพาท เดินหน้าได้คล่องขึ้นหลัง กทช. ออกกฎเกณฑ์แนวทางบังคับใช้ ในช่วง 2 ปี ส่วนเรื่อง เอซี-ไอซี ไม่ใช่เวทีนี้ การตรวจเยี่ยมเป็นเพียงแค่รับฟังปัญหา คนตัดสินใจได้ คือ กทช. แต่มั่นใจประกาศใช้ได้ทันภายในปีนี้ ด้านทีโอทีรอท่าที กสท จะเอาอย่างไรหากไม่ฟ้องเอกชน ทีโอที พร้อมที่จะลุยเอง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เมื่อวานนี้(17 ก.ค.) นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงสำนักงาน กทช. ได้ตรวจเยี่ยม บริษัท ทีโอที และรับฟังปัญหาการดำเนินงานในฐานะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมภายใต้การกำกับดูแลของ กทช. โดยมี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที และผู้บริหารระดับสูง ให้การต้อนรับก่อนเข้าหารือร่วมกัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายสุรนันท์ ได้กล่าวหลังเข้าตรวจเยี่ยมและประชุมหารือร่วมกันว่า การมาเยี่ยมชมของตนและคณะผู้บริหารของสำนักงาน กทช. เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสอบถามถึงข้อปัญหาจากแนวทางการออกหลักเกณฑ์ต่างของ กทช. อาทิ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม (ไลเซ่นส์) ประเภทต่างๆ การติดต่อประสานงานหรือการให้มีบุคคลตัวแทนจากระดับบริหารแบบประสานงานตรงในกรณีเกิดข้อพิพาทหรือความไม่เข้าใจต่อแนวทางกฎหมายบังคับใช้ โดยทั้งหมดเป็นลักษณะการปรึกษาหารือกันแบบผู้ร่วมงานเพื่อให้มีการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งยังทำให้แต่ละฝ่ายเข้าใจในภาพการทำงานได้มากขึ้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       วันนี้เป็นการพูดคุยพร้อมๆกันในหลายๆส่วน ถึงความคิดเห็นและปัญหาของแต่ละฝ่ายไม่มีเจาะจงมาเรื่องอื่นใดพิเศษ ซึ่งหลังจากนี้ ทีโอที จะมีการตั้งตัวแทนขึ้นมาเป็นคณะทำงานร่วมกับ สำนักงานกทช. เพื่อให้คณะทำงานชุดนี้ไว้คอยประสานความร่วมมือและใช้เป็นตัวแทนในการตัดสินใจระดับเบื้องต้น หากเกิดความไม่เข้าใจหรือข้อสงสัยในด้านกำกับดูแลและข้อกฎหมายจากที่ กทช. ประกาศออกมา&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ส่วนประเด็นข้อพิพาท เรื่องปัญหาค่าเชื่อมต่อเลขหมาย(แอ็คเซ็สชาร์จหรือเอซี) กับ ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย(อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จหรือไอซี) ของ ทีโอที กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ ที่เอกชนต้องการให้เกิดการใช้ไอซี ตาม ประกาศ ของ กทช. ว่าด้วยเรื่องการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายฯ นั้นนายสุรนันท์ ได้กล่าวว่า จุดจบของเรื่องนี้ต้องมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในภายในปี 50 นี้ ซึ่งระหว่างนี้ได้อยู่ในกระบวนการหาข้อยุติร่วมกันอยู่ โดยตนเข้าใจจุดยืนของแต่ละฝ่าย เพราะเรื่องการใช้ไอซีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่การเปลี่ยนแปลงให้เกิดการยอมรับและใช้งานต้องใช้เวลา&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เรามีความคิดเห็นในเรื่องปัญหาคล้ายคลึงกันในจุดที่เป็นปัญหาอยู่ แต่ละฝ่ายก็มีข้อกำหนดอยู่ในใจ ซึ่ง กทช. ก็พร้อมที่จะหาทางออกให้เกิดข้อยุติ และการตัดสินทั้งหมดอยู่ที่ กทช. ไม่ใช่ สำนักงานจะเป็นผู้ตัดสินใจ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว นายสุรนันท์ ยังได้มีการสอบถามความคืบหน้าภารกิจ ของ ทีโอที ที่ได้รับมอบหมายจาก กทช. ถึงการบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง (USO) ประกอบด้วย การจัดให้มีโทรศัพท์สาธารณะอย่างน้อย 2 เลขหมายต่อหมู่บ้านจำนวน 4,327 หมู่บ้าน การจัดให้มีโทรศัพท์สาธารณะและอย่างน้อยประเภทละ 1 เลขหมายในสถานศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาลและหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือสังคม จำนวน 2,702 แห่ง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การจัดให้มีโทรศัพท์สาธารณะอย่างน้อย 1 เลขหมายในชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 100 ครัวเรือนที่ร้องขอและอยู่ในเขตพื้นที่โครงข่าย รวมถึงการจัดให้มีโทรศัพท์สาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการ เป็นต้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เลขาธิการ กทช. กล่าวว่า ทีโอที ดำเนินการคืบหน้าและคาดว่าจะแล้วทันเสร็จตามแผน กทช. ใน 3ปี นี้ และ ทีโอที ยังได้ขอเพิ่มเติมการติดตั้งสำหรับผู้พิการรวมถึงผู้พิการทางสายตาและทางหูเป็นจำนวน 6,500 เลขหมาย โดย ทีโอที ได้มีการพัฒนาโปรแกรมการให้บริการขึ้นเพื่อติดตั้งอำนวยความสะดวกกับผู้พิการเหล่านี้ โดยผู้พิการกลุ่มนี้มีแหล่งชุมชนที่พักอาศัยเป็นกลุ่ม เช่น ในโรงเรียน เป็นต้น ในบางพื้นที่ก็ได้ติดตั้งเป็นโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตรพินโฟนเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้บริการ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       พ.อ. นที กล่าวว่า เรื่องเอซีนั้น ทีโอที ยังคงจุดยืนถึงการดำเนินทางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งระหว่างนี้รอเพียงความชัดเจนจาก บริษัท กสท โทรคมนาคม ว่าจะดำเนินการอย่างไร ในท่าทีต่อการเป็นผู้ฟ้องด้วยตนเองหรือให้ ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการ หาก กสท บอกจุดยืนออกมาแน่ชัด ทีโอที ก็จะดำเนินการตามแนวทางที่บอร์ดมีมติ ด้วยการเป็นผู้ฟ้องด้วยตนเอง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทั้งนี้ปัญหาต่อข้อพิพาทดังกล่าวกับทางเอกชน ทีโอที จะดำเนินการให้มีข้อสรุปได้ แต่เบื้องต้นนี้ไม่สามารถระบุชี้ชัดได้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งจุดยืนคือการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน แต่การหารือกับ กทช. เพื่อให้เกิดข้อยุติ ขณะนี้ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ(บอร์ด) ซึ่งทำหน้าที่ประธานคณะทำงานเรื่องข้อพิพาทเอซี และฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการแล้ว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ส่วนการตรวจเยี่ยมของ กทช. ทีโอที ได้ให้ข้อมูลในประเด็นปัญหาความร่วมมือแลกเปลี่ยนในข้อคิดเห็น ซึ่งหลังจากนี้ภาพการทำงานของ ทีโอที กับ กทช. จะสามารถประสานร่วมกันได้ดีขึ้น ซึ่งจากนี้ไปจะเป็นหน้าที่ของระดับรองกรรมการผู้จัดการ จะต้องเป็นผู้ประสานโดยตรงกับทางสำนักงาน กทช.ในกรณีที่มีเหตุหรือข้อสงสัยในหลักเกณฑ์ที่ กทช. ประกาศออกมา และหากเป็นเรื่องที่จะต้องใช้การติดสินใจพิเศษ กรรมการผู้จัดการใหญ่จะต้องเป็นผู้เจรจาเองโดยตรง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การเข้าเยี่ยมชม ทีโอทีของเลขาธิการ กทช. พร้อมคณะผู้บริหาร เป็นการออกตรวจเยี่ยมหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม(ไลเซ่นส์) ประเภทต่างๆของ กทช. โดย ทีโอที เป็นหน่วยงานแรกของการเยี่ยมชม ต่อไปคณะผู้บริหารสำนักงาน กทช. หรือ สกทช. ก็จะออกไปเยี่ยมเยียนหน่วยงานอื่นรวมถึงภาคเอกชน ซึ่ง สกทช. จะนำข้อมูลที่ได้รับจาก ทีโอที และหน่วยงานอื่น ๆ มารวบรวมเพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนี้ พ.อ.นที ยังได้กล่าวถึงลาออกจากตำแหน่งราชการทหารเพื่อเข้ามาทำหน้าที่รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ว่า การที่ตนลาออกจากตำแหน่งราชการ เนื่องจากเป็นกระบวนการของกฎหมายที่ต้องดำเนินการโดยมีผลตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจากการที่ตนลาออกจากตำแหน่งทางราชการไม่ได้มีจุดมุ่งหมายถึงอนาคตของตนต่อการสมัครเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที แต่เป็นการทำให้ถูกต้องระหว่างอำนาจบริหารและข้อพูกพันในด้านความรับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ใน ทีโอที ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้มีการปรึกษากับทางคณะกรรมการ ทีโอที หลายท่าน และต่างให้ความเห็นควร ซึ่งหากหมดพ้นวาระตนอาจจะขอไปเข้ารับการทหารต่อหรือเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยรัฐหรือเอกชน</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=217</link>
 <pubDate>Fri, 20 Jul 2007 15:34:13 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>นิติกรไอซีทีฟ้องมือแฮก จับมือตำรวจไขคดี</title>
 <description>ความคืบหน้ากรณีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เตรียมฟ้องร้องมือแฮกเกอร์ผู้เจาะระบบของเว็บไซต์นั้น ล่าสุด นายธนิต ประภาตนันท์ นิติกร 9 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที รับมอบอำนาจจาก นายสือ ล้ออุทัย รักษาการปลัดกระทรวงไอทีซี เข้าพบ พ.ต.ท.พีรพร บุญลอย รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เข้าไปแก้ไขดัดแปลงหน้าจอเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีทีแล้ว และได้มอบหลักฐานภาพหน้าจอเว็บไซต์ และข้อมูลเอกสารทั้งหมด ส่งให้ทางตำรวจ เพื่อติดตามผู้ต้องหามาดำเนินคดีต่อไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับกรณีอื้อฉาวดังกล่าว ได้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนคนเล่นอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนมากแสดงความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อกระทรวงไอซีที เนื่องจากกระทรวงมีภาพพจน์เรื่องความเป็นมืออาชีพในเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลายภาพพจน์ที่ค่อนข้างรุนแรง</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=216</link>
 <pubDate>Fri, 20 Jul 2007 15:32:42 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>ฤๅษีติดสปีด! สั่งไอซีทีโร่แจ้งความแฮกเกอร์เที่ยงวันนี้</title>
 <description>ปลัดไอซีที เรียกประชุมด่วนเพื่อเตรียมข้อมูล ก่อนเข้าแจ้งความภายในเที่ยงวันนี้ หลังถูกมือดีตบหน้าอย่างจัง ลอบแฮกเว็บกระทรวงปล่อยข้อความด่า คมช.หรากลางหน้าโฮมเพจเมื่อวาน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       วันนี้ (20 ก.ค.) ดร.วิษณุ มีอยู่ โฆษกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันนี้จะมีการประชุมสรุปข้อมูลก่อน และจะเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนี้ก่อนเที่ยง พร้อมกันนั้น ยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ถึงตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจ การติดตามต้นทางที่เข้าทำการเจาะระบบเดินไปถูกทางแล้ว และจากเลขหมายประจำเครื่อง หรือ IP Address ที่ตามได้นั้น เชื่อว่า จะเจอตัวอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับกรณีอื้อฉาวดังกล่าว ทีมข่าวผู้จัดการออนไลน์ ได้รับการรายงานจากผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงเวลาประมาณ 11.50 น.ของวานนี้ ได้ทำการเปิดหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์กระทรวงไอซีทีขึ้นมา แต่หน้าโฮมเพจกลับปรากฏภาพแบ็กกราวนด์สีดำ และข้อความโจมตีเผด็จการดังกล่าวขึ้นมาแล้ว สำหรับหน้าจอที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยฝีมือของแฮกเกอร์นั้น แสดงภาพด้านบนเป็นธงชาติไทย และด้านล่างของหน้าจอมีภาพของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. พร้อมถ้อยคำที่ไม่สุภาพแสดงอยู่ นอกจากนั้น ภายในหน้าเว็บไซต์ยังมีการโพสต์เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคิด ไม่เอาเผด็จการ ปรากฏอยู่ด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       หลังจากนั้น เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.ทางผู้สื่อข่าวได้เข้าตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งก็พบว่า หน้าเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีทีได้กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=215</link>
 <pubDate>Fri, 20 Jul 2007 15:31:57 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>เอเชียนิยมโน้ตบุ๊กเพิ่มสูง ดึงยอดขายพีซีQ2โต12%</title>
 <description>คอมพิวเตอร์พีซีไตรมาสสองโตไม่หยุด พบยอดขายเพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ โดยมาจากกำลังซื้อในเอเชียที่แรงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยอดซื้อในสหรัฐอเมริกาที่เหนือการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ไอดีซี บริษัทวิจัยตลาดชื่อดังเปิดเผยสถิติยอดขายคอมพิวเตอร์พีซีในไตรมาสที่สองของปี ระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่าขายไปได้ทั้งสิ้น 58.8 ล้านเครื่อง เท่ากับเพิ่มขึ้น 12.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ ขณะที่การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยตลาดคู่แข่งซึ่งใช้วิธีคิดที่แตกต่างรายงานตัวเลขยอดขายคอมพิวเตอร์ในไตรมาสที่สองเอาไว้ที่ 61.1 ล้านเครื่อง คิดเป็นอัตราการเติบโต 11.7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ฮิวเล็ตต์แพกการ์ด (Hewlett-Packard) ยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อันดับหนึ่งของโลกเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 19.3 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เดลล์ ซึ่งต้องสูญเสียตำแหน่งผู้นำให้แก่ฮิวเล็ตต์แพกการ์ดไปเมื่อปีที่ผ่านมา กลายเป็นอันดับสองด้วยส่วนแบ่งตลาด 15 เปอร์เซ็นต์ &lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ตลาดใหญ่ของคอมพิวเตอร์พีซียังคงเป็นภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) โดยเป็นภูมิภาคที่ยอดขายเติบโตขึ้นสูงที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ซึ่งมียอดการเติบโตมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ (อ้างอิงจากไอดีซี)&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ในสหรัฐอเมริกา ยอดขายคอมพิวเตอร์เติบโตขึ้น 7.2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ขณะที่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ขณะที่ผลการสำรวจจากการ์ทเนอร์นั้นระบุว่า ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ วิสต้า ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดจากไมโครซอฟท์นั้นไม่ค่อยมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเท่าที่ควร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       มิคาโกะ คิตากาวา นักวิเคราะห์จากการ์ทเนอร์ให้ความเห็นว่า &quot;หลังจากที่เดลล์เพิ่มช่องทางการขายปลีกในสหรัฐอเมริกาผ่านห้างดังอย่างวอลมาร์ท แต่ผลที่ได้รับกลับไม่ดีพอที่จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเดลล์ และตัวเลขยอดขายของไตรมาสนี้ได้ทำให้เดลล์อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้น&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนั้น ยอดขายของเดลล์ในสหรัฐอเมริกายังคงลดลงประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ฮิวเล็ตต์แพกการ์ดเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับ กลุ่มผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ท็อปไฟว์ตามการจัดอันดับของไอดีซีและการ์ทเนอร์ในไตรมาส 2 นี้ ได้แก่ ฮิวเล็ตต์แพกการ์ด เดลล์ เอเซอร์ โตชิบา และแอปเปิ้ล</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=214</link>
 <pubDate>Fri, 20 Jul 2007 15:31:23 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>เนคเทคจัดมหกรรมโอเพนซอร์สครั้งที่7</title>
 <description>เนคเทคจัดงานมหกรรมโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทยครั้งที่ 7 พร้อมสัมมนาในหัวข้อ สู่ความยั่งยืนด้วยซอต์แวร์โอเพนซอร์ส หวังลดปัญหาซอฟต์แวร์เถื่อน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทคร่วมกับผู้สนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน จะมีการจัดมหกรรมโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทยครั้งที่ 7 ขึ้น ระหว่างวันที่ 2-3 ส.ค.นี้ พร้อมสัมมนาในหัวข้อ สู่ความยั่งยืนด้วยซอต์แวร์โอเพนซอร์ส ที่ห้องบางกอกคอนเวชั่นเซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว โดยมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ แนวทางการใช้ประโยชน์ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การจัดนิทรรศการและสัมมนาครั้งนี้ เชื่อว่าเป็นทางออกของปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และการพัฒนาตัวเองอย่างยั่งยืนในเวทีโลก ภายในงานดังกล่าวจะมีทั้งการสัมมนา เวิร์กชอป นิทรรศการ เวทีแข่งขัน รวมถึงการรับสมัครสมาชิก พันธมิตรซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ของไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับโอเพนซอร์สมากขึ้น เริ่มตั้งแต่เนคเทค  สวทช. ที่เป็นหน่วยงานนำร่องในการใช้งาน มีการติดตั้งซอฟต์แวร์โอเพนออฟฟิศให้แก่พนักงานทุกคน รวมถึงมีระบบสนับสนุนที่ครบวงจร ทั้งฝึกอบรมความพร้อมของแบบฟอร์มเอกสาร ตลอดจนบริการถามตอบ และหน่วยงานชั้นนำของประเทศ อย่างการบินไทย ปูนซีเมนต์ไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ให้ความสนใจที่จะเรียนรู้และปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากแนวคิดนี้</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=213</link>
 <pubDate>Fri, 20 Jul 2007 15:30:21 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>ไอบีเอ็มครองอันดับหนึ่งผู้นำด้านรายได้ตลาดเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทย</title>
 <description>รายงานจากไอดีซี เกี่ยวกับตลาดเซิร์ฟเวอร์ในองค์กรขนาดใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในไตรมาสที่ 4 ของปี 2549 ระบุ ไอบีเอ็มยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งด้านรายได้ในตลาดเซิร์ฟเวอร์โดยรวมต่อเนื่องในประเทศไทยด้วยสัดส่วนรายได้ 46.6% ซึ่งคิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น 10.9 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2548&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       จุดเด่นของตลาดเซิร์ฟเวอร์ไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 คือ ส่วนแบ่งรายได้ของ IBM System z ที่มีอัตราการเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 304.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2548&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนี้ รายงานของไอดีซียังระบุด้วยว่า ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เติบโตขึ้นในทุกตลาดเซิร์ฟเวอร์หลักๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ส่วนแบ่งรายได้ในตลาด non-x86 Unix เซิร์ฟเวอร์ของไอบีเอ็มยังคงเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2549 โดยมีสัดส่วนรายได้ในตลาดนี้ 33.1% เพิ่มขึ้น 5.6 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2548&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ไอบีเอ็มมีส่วนแบ่งรายได้ในตลาด Blade เซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้น 3.9 จุด เมื่อเทียบกับปี 2548 และมีรายได้รวม 28.8% ของตลาดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2549&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ไอบีเอ็มมีส่วนแบ่งรายได้ 31.3% ในตลาด Linux เซิร์ฟเวอร์ในไตรมาส 4 ของปี 2548 และมีส่วนแบ่งรายได้รวม 33.6% ในปี 2549&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซิสเต็มส์ เทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ไอบีเอ็มมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในพอร์ต-&lt;br /&gt;
       โฟลิโอที่แข็งแกร่งมาก ความสำเร็จของไอบีเอ็มเป็นผลมาจากความตั้งใจของเราที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ เรามุ่งมั่นนำเสนอความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและหลักการดำเนินธุรกิจที่พัฒนาตามความต้องการของอุตสาหกรรมให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถพัฒนาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ล่าสุด ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ iCitizen Privilege Program มอบบริการพิเศษสำหรับลูกค้า System i เพื่อเสริมความแข่งแกร่งของฐานลูกค้าเดิม และขยายกลุ่มลูกค้าออกไปให้กว้างขึ้น กิจกรรมในโครงการ iCitizen ที่ไอบีเอ็มเตรียมไว้ให้กับลูกค้า ได้แก่ การจัดอบรมพิเศษสำหรับผู้บริหารด้านไอทีของลูกค้าและพาเยี่ยมชมฐานการผลิตที่เมืองโรเชสเตอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา การจัดอบรมสัมมนาและเวิร์กช้อปให้ลูกค้าทุกไตรมาส ซึ่งในการสัมมนาแต่ละครั้งจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาให้ความรู้กับลูกค้า และจะมีผู้เชี่ยวชาญจากไอบีเอ็มไปอัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดให้กับลูกค้าแบบตัวต่อตัว รวมถึงสิทธิพิเศษด้านโปรโมชั่นต่างๆ</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=211</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:40:44 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>เอชพีชี้เทรนด์ลงทุนกู้ข้อมูลครบวงจรปีนี้มาแรง</title>
 <description>เอชพีประกาศผลสำรวจล่าสุด เชื่อปีนี้เทรนด์การลงทุนด้านโซลูชันบีซีแอนด์เอ (Business Continuity and Availability : BC&amp;A) ระบบกู้ข้อมูลครบวงจรที่จะทำให้ธุรกิจยังคงดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่นไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติใดๆกับสำนักงานหรือฐานข้อมูลของบริษัท จะมาแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พลิกล็อคเล็กน้อยเมื่อกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มองเรื่องการรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก แต่หันไปชูประเด็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจแทน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ลี บอนแฮม (Lee Bonham) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจทั่วโลก กลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชันและเทคโนโลยี BC&amp;A ของเอชพี ให้ข้อมูลผลการสำรวจว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหารฝ่ายไอทีในบริษัททั่วโลก ทั้งซีไอโอ ซีทีโอ หรือไอทีแมเนเจอร์ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อลงทุนด้าน BC&amp;A ในขณะนี้ ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความตื่นตัวที่เพิ่มขึ้น ทำให้เอชพีเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนด้านโซลูชัน BC&amp;A ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปี 2006 แน่นอน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;กว่า 90 เปอร์เซ็นต์สนใจลงทุนเพื่อเพื่อหาบริษัทรับทำศูนย์ข้อมูล 78 เปอร์เซ็นต์มีแผนใช้โซลูชันใหม่ในปีนี้&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       BC&amp;A หรือ Business Continuity and Availability คือการปกป้องกระบวนการทำงานหลักขององค์กรจากภัยพิบัติทั้งปวงแบบครบวงจร จุดนี้โมฮัน คริชแนน (Mohan Krishnan) ประธานฝ่ายโซลูชันโครงข่าย ฝ่ายบริการของเอชพีกล่าวว่า ภัยที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ภัยธรรมชาติและอุบัติภัยที่คาดไม่ถึงเท่านั้น แต่รวมถึงภัยทั่วไปที่ทำให้การดำเนินงานของธุรกิจติดขัด เช่น ปัญหาไฟดับ ด้วย โดย BC&amp;A จะครอบคลุมทั้งการรักษาความปลอดภัย โซลูชันปกป้องข้อมูลหากเกิดภัยพิบัติขึ้น การสำรองข้อมูล และการกู้คืนข้อมูล&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อินเดียลงทุนมากที่สุด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เอชพีระบุว่า เม็ดเงินลงทุนด้านโซลูชัน BC&amp;A ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้จะครอบคลุมทั่วโลกรวมถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยการสำรวจพบว่า อินเดียคือประเทศที่คาดว่าจะมีการลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลมากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่จีนและออสเตรเลียครองแชมป์การลงทุนด้านการสำรอง กู้คืนข้อมูล และการบริหารจัดการงานไอทีมากที่สุด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ในแง่ของความต้องการด้านโซลูชันและผู้ให้บริการ กว่า 89 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหารฝ่ายไอทีต้องการโซลูชันแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งด้าน BC&amp;A และการรักษาความปลอดภัย โดย 81 เปอร์เซ็นต์ให้เหตุผลว่าโซลูชัน BC&amp;A จะเป็นหนทางสร้างสร้างโอกาสในการแข่งขันได้ เนื่องจากในปัจจุบัน ทุกวินาทีที่ระบบไอทีล่มหรือเสียหายอาจทำให้ความสามารถในการผลิตเสียไป เป็นผลให้รายได้ลดต่ำลง ลูกค้าเสียความมั่นใจ สูญเสียส่วนแบ่งตลาดและโอกาสทองอื่นๆ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;มันเป็น Business Continuity ไม่ใช่ IT Continuity&quot; เจน รัชตัน-ยัง (Jane Rushton-Young) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจประจำภูมิภาค กลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชันและเทคโนโลยี BC&amp;A ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น อธิบาย &quot;การสำรวจพบว่าผู้บริหารฝ่ายไอทีมองโซลูชัน BC&amp;A เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ เพื่อให้วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่กระทบกับผลประโยชน์ของบริษัท&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ปัจจัยผลักดันเปลี่ยน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ข้อมูลจากเอชพีระบุว่า แรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนโซลูชัน BC&amp;A ในปี 2006 ที่ผ่านมาคือการปกป้องข้อมูล รองลงมาคือเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านไอที การสำรวจครั้งล่าสุดพบว่าทัศนคติด้านไอทีขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจัยหลักผลักดันให้ธุรกิจสนใจลงทุนโซลูชัน BC&amp;A ในปีนี้คือการนำไปใช้ในการแข่งขันธุรกิจ การลดเวลาที่ต้องสูญเสียไป และการปฏิบัติตามกฏหมายข้อบังคับ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อย่างไรก็ตาม ปัจจัยผลักดันอันดับหนึ่งเพื่อลงทุนโซลูชัน BC&amp;A ของธุรกิจในแต่ละประเทศเอเชียแปซิฟิกนั้นแตกต่างกัน โดยประเทศจีนเป็นประเทศที่เน้นปัจจัยด้านการแข่งขันมากที่สุด ขณะที่อินเดียยังคงยึดแนวคิดการปกป้องข้อมูลเป็นหลัก เกาหลีใต้เน้นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และออสเตรเลียเน้นเรื่องเวลาในการดำเนินงาน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แม้ข้อมูลจากเอชพีจะระบุว่า 93 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทในแถบเอเชียแปซิฟิกจะมีแผนลงทุนแล้ว แต่การสำรวจพบว่ายังคงมีปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจไม่สนใจลงทุนโซลูชัน BC&amp;A ได้แก่ ความด้อยประสบการณ์ของผู้ให้บริการ BC&amp;A การขาดแคลนเทคโนโลยีที่เหมาะสม และหลายบริษัทไม่มีเวลามากพอสำหรับการติดตั้งระบบ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับเอชพีนั้นเริ่มต้นธุรกิจนี้ด้วยการตั้งศูนย์บริการแห่งแรกเมื่อปี 1984 ให้บริการกับบริษัทในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ก่อนจะขยายวงกว้างขึ้นจนถึงขณะนี้เอชพีมีศูนย์กู้ข้อมูลจากเหตุภัยพิบัติหรือ Disaster Recovery Center ให้บริการทั้งหมด 64 ศูนย์ ใน 42 ประเทศ สามารถกู้วิกฤตการณ์มาแล้วกว่า 5,000 ครั้ง ระยะเวลากู้ระบบเฉลี่ยราว 3 - 5 วัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       บอนแฮมให้ข้อมูลว่า ขอบเขตการทำงานของศูนย์นี้จะครอบคลุมบริการเก็บรักษาข้อมูล กู้คืนข้อมูล รวมถึงการสานต่อกระบวนการทำงานของธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้แม้ว่าจะเกิดความเสียหายใด ๆกับข้อมูล โดยศูนย์นี้จะเป็นศูนย์บริการกู้คืนข้อมูลทางไกล มีบริการให้ยืมสถานที่เพื่อทำงาน ซึ่งมีทั้งน้ำ อาหาร ตู้เก็บเอกสาร รวมถึงห้องอาบน้ำ บริการกู้คืนข้อมูลและระบบไอที รวมถึงบริการอื่นๆตามรูปแบบการทำงานของแต่ละองค์กรที่ต่างกันไป สามารถรองรับภัยพิบัติทุกระดับทั้งไฟตก ไฟไหม้ แผ่นดินไหว สึนามิ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับเอเชียแปซิฟิก เอชพีมีศูนย์ทั้งสิ้น 10 แห่ง ในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ จุดนี้เอชพีระบุว่าไม่มีแผนเพิ่มจำนวนศูนย์บริการ BC&amp;A เพื่อให้ครอบคลุมทุกประเทศ แต่จะขยายขีดความสามารถของศูนย์บริการในประเทศที่มีความมั่นคงเพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ใช้โฮสต์ (Host) เก็บข้อมูลในต่างประเทศ ซึ่งเอชพีจะให้ความสำคัญกับการดูแลโครงข่ายมากกว่า&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เอชพีไม่เปิดเผยข้อมูลจำนวนรวมลูกค้ากลุ่ม BC&amp;A แต่ระบุว่าเป็นลูกค้าในประเทศสิงคโปร์ราว 60 ราย ประกอบด้วยกลุ่มภาคการผลิต ธุรกิจด้านสุขภาพ การศึกษา และการเงิน เชื่อว่าการขยายตัวของตลาด BC&amp;A จะครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมหรือ SME</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=210</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:30:56 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>แฮปปี้ต่อยอดยุทธศาสตร์โมบิลี้ตี้ จับมือไทยธนาคารออก ทีนพลัส</title>
 <description>แฮปปี้ดีแทคกำลังตอกย้ำแนวคิดการตลาดแสวงหาพันธมิตร สร้างเครือข่ายทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่มโมบิลิตี้ หลังเปรี้ยงปร้างในตลาดจากบัตรหกสิบโชคหกใส่ กับยามาฮ่า วีโก้และโมโตโรล่า ที่ทำให้บัตร 60 บาท 45 ล้านใบ 2,700 ล้านบาทเกลี้ยงตลาดในเวลาแค่ 2 เดือน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ชัยยศ จิรบวรกุล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาธุรกิจดีแทค ต่อยอดแนวคิดแสวงหาพันธมิตรค่ายแบงก์ จับมือไทยธนาคาร เปิดโครงการทีนพลัส ด้วยดอกเบี้ยพิเศษบวก 0.5% พร้อมบัตรเอทีเอ็ม บัตรเติมเงินแฮปปี้ 50 บาทและซิมการ์ดแฮปปี้ฟรีสำหรับการเปิดบัญชีใหม่ ทางหนึ่งเพิ่มฐานลูกค้าไทยธนาคาร อีกทางหนึ่งเป็นการให้สิทธิประโยชน์ลูกค้าแฮปปี้ที่ไม่ใช่แค่ขูดบัตรเติมเงินแล้วจบ พร้อมเป็นกลยุทธ์ CRM รักษาฐานลูกค้าไม่ให้หนีไปซบค่ายอื่น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ความสำเร็จบัตรเติมเงิน 60 บาท&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แคมเปญบัตร 60 โชคหกใส่ ตั้งแต่พ.ย.49-ก.พ.50 โปรแกรมที่วางแผนตอนแรกประมาณ 3 เดือน แต่ปรากฏว่าแค่ปลายๆเดือนม.ค.ต้นเดือนก.พ.บัตรจำนวน 45 ล้านใบ 2,700 ล้านบาท ขายหมดค่อนข้างเร็ว สิ่งที่เราเห็นไม่ว่าจะเป็นการตอบรับตลาดในแง่ของเรตติ้ง รายการทีวีที่เราสร้างขึ้นมาตอน 17.50 น.ทุกวันอาทิตย์ เรตติ้งค่อนข้างดี ได้เรต 3&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อีกอันผลตอบรับจากลูกค้าของ จากการสำรวจพบว่า 90กว่า% รู้ว่ามีโปรแกรมนี้ และ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ เคยทดลองใช้บัตรตัวนี้ ในแง่ของคนร่วมโปรแกรมที่ตัดบัตรส่งมาชิงโชคกับเราก็ร่วมๆ 3 ล้านใบ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถือว่าค่อนข้างสูง ซึ่งทำให้เห็นว่าโปรแกรมลักษณะนี้เข้าถึงผู้บริโภคจริงๆ ตลาดหรือลูกค้าก็คึกคัก พาร์ตเนอร์ก็แฮปปี้กับโปรแกรมทั้งยามาฮ่า โตโยต้าวีโก้ โมโตโรล่า และระหว่างนั้นก็มีแคมเปญร่วมกัน เรามีอีเวนต์อะไร พาร์ตเนอร์ก็มาจอย เวลาพาร์ตเนอร์มีอีเวนต์อะไร เราก็ไปจอย ทั้งในแง่ไปร่วมอีเวนต์ หรือส่ง SMS ไปบอกกล่าวลูกค้าพาร์ตเนอร์ ตอนนี้ก็มีอยู่มอเตอร์โชว์เราก็ไปจอยกับยามาฮ่า ซึ่งเป็นอานิสงส์ของโปรแกรม บัตร 60 โชคหกใส่ ซึ่งมีคนพูดถึงโปรแกรมนี้พอสมควร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทำให้เราคิดว่าน่าจะต่อยอดอะไรกับโปรแกรมลักษณะนี้ ซึ่งเราก็คุยกับพาร์ตเนอร์รายเดิมกับพาร์ตเนอร์ใหม่ที่อยู่ในกลุ่มโมบิลิตี้ และนอกกลุ่มโมบิลิตี้ คุยกับหลายรายจนมาถึงไทยธนาคาร ที่มีคอนเซ็ปต์ต้องการขยายฐานลูกค้าและโฟกัสไปยังกลุ่มเฉพาะและต้องการโปรโมตเรื่องการออม เราก็เข้าไปซัปพอร์ตโปรแกรมของไทยธนาคาร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       โปรแกรมที่ร่วมกับไทยธนาคารเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       โปรแกรมนี้จะเริ่ม 2 เม.ย.ชื่อทีนพลัส ระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่ 2 เม.ย.ถึง 30 มิ.ย.ลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่กับไทยธนาคารจะได้ดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 0.5% พร้อมบัตรเอมีเอ็มฟรี และยังได้บัตรเติมเงินแฮปปี้ 50 บาทและถ้าใครที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าแฮปปี้ก็จะได้ซิมแฮปปี้ไปด้วย นอกจากนี้แฮปปี้ยังซัปพอร์ตในแง่ของการทำคอมมูนิเคชั่น โปรแกรมให้ด้วย และส่ง SMS ให้ลูกค้าและใช้แฮปปี้รีฟิลมาช่วยในการโปรโมต ซึ่งดีแทคเตรียมในเรื่องของบัตรเติมเงินหลักเป็นแสนชุด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทำไมแฮปปี้มาจับมือกับไทยธนาคารได้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เรามองว่าไทยธนาคารเป็นแบงก์ค่อนข้างเปิด และมีแนวคิดการทำตลาดแบบใหม่ๆ ที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ เหมือนกับแฮปปี้ก็มีแนวคิดเรื่องนวัตกรรมการตลาด ซึ่งไทยธนาคารคุยกับเราว่าเห็นบัตร 60 บาทประสบความสำเร็จและเข้าถึงผู้บริโภคได้ชัดเจน และคิดว่าฐานลูกค้าของแฮปปี้น่าจะทำกิจกรรมร่วมกันได้ค่อนข้างดี ถ้าเขาโฟกัสเรื่องทีนเรื่องการออม ฐานลูกค้าแฮปปี้ก็กว้างมากพอที่จะทำได้ นอกจากนี้ โปรดักส์ของแบงก์กับการเติมเงินมันค่อนข้างลิ้งค์กันไปได้ดี รวมทั้งดีแทคยังมีคอนเซ็ปต์การใช้โทรศัพท์มือถืออย่างพอเพียงโทร.เท่าที่จำเป็น มันก็เชื่อมโยงกับคอนเซ็ปต์แบงก์ที่ชูเรื่องการออม ในยุคเศรษฐกิจพอเพียง มันก็ค่อนข้างตรงกัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนี้ ผลสำรวจก็มีการระบุว่าบัตรเติมเงิน อยู่ในอันดับ 3 ที่คนอยากจะได้ยกเว้นเงินกับทอง ที่เป็น 2 อันดับแรก และโปรแกรมนี้เป็นการขยายฐานของแฮปปี้เข้าไปอยู่ในเซ็กเตอร์ไฟแนนซิ่งและเรายังอยู่ระหว่างขยายฐานเข้าไปยังเซ็กเตอร์อื่นๆ อย่างในเดือนพ.ค.กับมิ.ย.ก็จะมีโปรแกรมออกมาอีก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แคมเปญบัตร 60 บาททำให้ดีแทคมองเห็นอะไร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ผมว่าเป็นการพิสูจน์ลักษณะการทำตลาดของเราอย่างหนึ่ง คือทำอย่างไรนอกจากขายแอร์ไทม์ให้ผู้บริโภคแล้ว ยังให้ผู้บริโภคได้อะไรกลับไป โดยดึงเอาพาร์ตเนอร์เข้ามามีส่วนร่วม เพราะถ้าทำทุกอย่างด้วยตัวเองหมด มันก็ไม่ตื่นเต้นเท่า และคงต้องใช้แรงมหาศาล แต่คอนเซ็ปต์เราต้องการพันธมิตร เพราะเราไม่มีคอนเวอร์เจนซ์อะไรที่ต้องผูกพัน เราก็หาพันธมิตรได้เต็มที่กว้างขวาง และพันธมิตรก็คบกับเราสนิทใจว่าเราไม่ได้ไปแข่งกับเขา ลักษณะแบบนี้ทำให้ดีแทคมองว่ามันมีกลุ่มแบบนี้เยอะพอสมควร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       พาร์ตเนอร์หรือดีแทคจะได้อะไร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อย่างแรกไทยธนาคารจะได้เข้าถึงกลุ่มฐานลูกค้าแฮปปี้ 11 ล้านราย ผมมองว่ามีโปรดักส์ไม่กี่ชนิดในบ้านเรา ที่มีฐานลูกค้าที่สามารถติดต่อได้ชัดเจน มีตัวตน รู้พฤติกรรม และในแง่การเป็นพาร์ตเนอร์ชิป เราไม่มีสัญญาลายลักษณ์อักษรที่ซีเรียส แต่เป็นลักษณะสัญญาใจที่พร้อมจะช่วยเหลือกัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ในส่วนดีแทคเรามองว่าอย่างแรกเหมือนเป็นการให้สิทธิประโยชน์กลับคืนลูกค้าของเรา จากเดิมบัตรเติมเงินแค่ขูดเติมเงินเสร็จก็ทิ้งไป แต่อย่างบัตร 60 บาทเติมเงินเสร็จก็มีสิทธิได้ประโยชน์อื่นๆ หรือโครงการทีนพลัส เป็นลูกค้าแฮปปี้ไปเปิดบัญชีไทยธนาคารก็จะได้ประโยชน์เพิ่มเติมทำให้ฐานลูกค้าแบงก์ไทยดีขึ้นและเป็นประโยชน์กับลูกค้าแฮปปี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อย่างที่สอง โปรแกรมลักษณะนี้ทำให้ได้พันธมิตรที่อาจทำกิจกรรมอื่นๆในอนาคต ที่เราอาจมองไม่เห็นในวันนี้ อย่างกรณีแบงก์ ยังเป็นช่องทางหนึ่งของแฮปปี้ ซึ่งขณะนี้แฮปปี้เปิดช่องทางอีเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างมาก สามารถทำได้ในลักษณะเป็นนวัตกรรมของการรีฟิล เ ลูกค้าแฮปปี้ออนไลน์แทนที่จะเอาเงินสดมาซื้อแอร์ไทม์โดยตรงผ่านดิสทริบิวเตอร์ ถึงแม้ขณะนี้สามารถกดผ่านเอทีเอ็มได้แล้ว แต่ในอนาคตแบงก์อาจออกเป็นบัตรแฮปปี้ออนไลน์รีเซลเลอร์พิเศษซึ่งทำให้เขาไม่ต้องไปกดเงิน แค่โทร.เข้ามาบอกหมายเลขบัตร เราก็สามารถลิงค์ข้อมูลในแง่การโอนแอร์ไทม์ของคนขายแฮปปี้ออนไลน์รายนั้น แล้วลิงค์กลับเข้าไปตัดบัญชีแบงก์ของเขาเองก็ได้ ก็ถือว่าครบวงจร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อีกอันที่เราพยายามทำกับแฮปปี้ออนไลน์คือปัจจุบันคนที่ต้องการมาขายต้องเปลี่ยนซิมแล้วใช้หมายเลขใหม่ เรากำลังพัฒนาให้เขาใช้หมายเลขเดิมได้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ฐานคนขายแฮปปี้ออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และถ้าหากมีเครื่องมือที่ทำให้ซื้อแอร์ไทม์ได้ง่ายขึ้น มันต้องเดินไปที่แบงก์ มันต้องเดินไปที่ผู้จัดการแฮปปี้ออนไลน์ สามารถโทร.ไปซื้อแอร์ไทม์แล้วตัดบัญชีแบงก์ ก็จะทำให้เราขยายช่องทางแฮปปี้ออนไลน์ให้เข้มแข็งมากขึ้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ทำไมถึงเลือกแฮปปี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ผมเดานะ ว่าไทยธนาคารคุยกับเราแล้วแฮปปี้กับวิธีการทำงานของเรา ที่คิดว่าเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นแค่คู่ค้า และเราพร้อมซัพพอร์ตทุกเรื่องถึงแม้ไม่ได้ขอไม่ว่าจะเป็น SMS หรือแฮปปี้เรดิโอ</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=209</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:30:01 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>อีริคสันปรับกลยุทธ์รับบรอดแบนด์ ปี49โต17%ปีนี้ในไทยตั้งเป้าโต50%</title>
 <description>อีริคสันโชว์ผลประกอบการเพิ่มขึ้น 17 % ขณะที่อีริคสันไทยเติบโตถึง 50 % ปี 50 ขอเติบโตในระดับเดียวกัน พร้อมปรับกลยุทธ์ แบ่งหน่วยธุรกิจใหม่รองรับการขยายตัวของตลาดบรอดแบนด์ ชี้ HSPA มีความพร้อมมากกว่า Wi-Max แนะความถี่ที่เหมาะ Wi-Max ที่ 3.5 กิกะเฮิรตซ์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายฮันส์ โอ คาร์ลสัน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวถึงผลประกอบการของกลุ่มอีริคสันในปีที่ผ่านมาว่า ยอดขายรวมประมาณ 177.8 พันล้านยูโร หรือเพิ่มขึ้น 17 % ส่วนตลาดเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตประมาณ 52 % ขณะที่อีริคสันประเทศไทยและอินโดจีนยอดขายมีการเติบโตมากกว่า 50 % เมื่อเทียบกับปี 2548 และตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2550 จะเติบโต 50%&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากประเทศไทยแล้วผู้บริหารอีริคสันกล่าวว่า เชื่อว่าอินโดจีนจะเป็นตลาดที่มีการขยายตัวอย่างมากไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร โดย ลาวมีการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์กันแล้วทำให้มั่นใจว่าระบบ 3 G ในลาวจะมีการเติบโตอย่างแน่นอน โดยอีริคสันจะตั้งสำนักงานที่พนมเปญเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของตลาดบรอดแบนด์อีริคสันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีการประการปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจใหม่โดยแบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก จากเดิมที่มีประมาณ 7-8 กลุ่ม เพื่อเป้าหมายในการโฟกัสตลาดได้ตรงกลุ่มมากที่สุด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       3 กลุ่มใหม่ ประกอบด้วย 1.หน่วยธุรกิจเครือข่าย (Business Unit Networks ) เป็นการรวมการดำเนินงานด้านเครือข่ายทั้งหมดไว้ด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดหาโซลูชั่นที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้า และตอบรับกับการให้บริการเครือข่ายที่จะปรับไปสู่ไอพีคอนเวอร์เจนซ์เน็ตเวิร์ก และประหยัดค่าใช้จ่าย อีริคสันมีผลักดันโซลูชันด้านมัลติมีเดียใหม่ๆ สู่ตลาดเพื่อเป้าหมายในการเป็นผู้นำในโลกการสื่อสาร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       2.หน่วยธุรกิจบริการ ( Business Unit Global Service ) เพื่อให้การจัดการระบบเครือข่ายมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ผู้ให้บริการเครือข่ายโดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ และ 3 .หน่วยธุรกิจมัลติมีเดีย ( Business Unit Multimedia) เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่จะเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจเข้ากับความต้องการของลูกค้าด้วยประสบการณ์ใหม่ๆจากอุปกรณ์สื่อสาร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ในปี 2548 ตลาดมัลติมีเดีย เช่น โมบายทีวี โมบายมิวสิก มีมูลค่าต่ำกว่า 2 พันล้านยูโรแค่คาดว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านยูโร&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ผู้บริหารอีริคสัน กล่าวว่า อีริคสันเน้นเปิดตลาดและผลักดันเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไวร์เลสให้เป็นไปตามมาตรฐานเพื่อให้ได้รับการตอบรับจากตลาดโลก โดยวิเคราะห์ว่า Wi-Max เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น ขณะที่ HSPA มีการเติบโตไปมากแล้วมีความพร้อมทางเครื่องลูกข่ายและการ์ดที่ใส่ในแล็บทอป ทั้ง Wi-Max ยังเป็นแค่ฟิกซ์ ไม่เป็นไวร์เลส บรอดแบนด์ และเมื่อมองในแง่ต้นทุนในกรณีการสร้างเครือข่าย HSPA จะประหยัดกว่า Wi-Max มากกว่า&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ผู้บริหารอีริคสันกล่าวว่า จากการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เสนอให้ Wi-Maxใช้ความถี่ในย่าน 2.5 กิกะเฮิรตซ์ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงและไม่ควรและแต่ควรอยู่ที่ความถี่ 3.5 กิกะเฮิรตซ์มากกว่า&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       3G ในประเทศไทยคงยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ ส่วนเทเลคอมพูลก็ยังเป็นแค่นโยบาย เป็นคอนเซ็ปต์ที่ต้องดูรายละเอียดกันอีก</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=208</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:29:14 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>โดเมนเว็บโป๊'.xxx'แท้ง ทบทวนรอบสองไม่มีผล</title>
 <description>หลังจากดึงเข้าดึงออกอยู่นาน ล่าสุด ICANN หรือไอแคน กลุ่มกำกับดูแลการจดทะเบียนโดเมนเนมเว็บไซต์นานาฃาติประกาศไม่อนุมัติชื่อโดเมนเนม .xxx สำหรับจัดระเบียบกลุ่มเว็บไซต์ลามกอีกครั้งแล้ว โดยระบุเหตุผลว่า .xxx ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ลามกอนาจารได้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ไอแคน หรือ The Internet Corporation for Assigned Names and Numbers (ICANN) แถลงว่าการไม่ผ่านร่างอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความเชื่อมั่นว่าโดเมน .xxx จะไม่สามารถป้องกันเยาวชนจากเว็บไซต์ลามกอนาจารได้ โดยไอแคนจะหันมาแก้ปัญหาด้วยการออกกฎให้เว็บไซต์เหล่านี้รับผิดชอบต่อคอนเทนท์และการดำเนินงานของเว็บไซต์ให้มากขึ้นแทน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;การตัดสินใจครั้งนี้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว&quot; วินท์ เคิร์ฟ (Vint Cerf) ประธานไอแคนกล่าว &quot;การพิจารณาทำให้กรรมการพิจารณาส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า ร่างดังกล่าวสมควรตกไป&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ไอแคนนั้นเป็นกลุ่มกำกับดูแลการจดทะเบียนโดเมนเนมเว็บไซต์นานาชาติที่ไม่หวังผลกำไร มีหน้าที่พิจารณาการออกชื่อโดเมนเนมใหม่ๆเพื่อบอกประเภทของเว็บไซต์ เช่น .org, .museum และรหัสประเทศอย่าง .UK โดเมนเนมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อแอดเดรสสำหรับใช้ในการสื่อสารอินเทอร์เน็ตโปรโตคอลของเว็บไซต์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การลงมติปฏิเสธโดเมนเนม .xxx นั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งแรกไอแคนปฏิเสธร่างดังกล่าวไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2006 ต่อมามีการประกาศทบทวนร่างครั้งใหม่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา กระทั่งล่าสุดถูกปฏิเสธอีกครั้ง การทบทวนร่างโดเมน .xxx ช่วงเดือนมกราคมเกิดขึ้นเพราะแรงสนับสนุนจากสองสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งมองว่าการใช้สกุล .xxx จะทำให้ผู้ปกครองสามารถใช้ซอฟต์แวร์คัดกรองข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตของบุตรหลานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปัจจุบัน และเชื่อว่าจะเป็นการเพิ่มมาตรการเพื่อปราบปรามภาพลามกเด็กหรือ child pornography อย่างได้ผล&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แม้แนวคิดแบ่งเขตอันตรายบนโลกออนไลน์ให้ชัดเจนด้วยโดเมนเนม .xxx จะได้รับแรงสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่เหตุที่ทำให้โดเมนเนม .xxx ไม่ผ่านการอนุมัติในการพิจารณาเมื่อกลางปีที่แล้ว คือไอแคนกังวลว่าการอนุญาตโดเมนเนม .xxx จะขัดกับกฏหมายของรัฐบาลหลายประเทศ ซึ่งอาจทำให้ไอแคนตกที่นั่งลำบากในการผลักดันให้รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงกฏหมายการป้องกันการแพร่ภาพลามกอนาจาร โดยไอแคนระบุในครั้งนั้นว่าไม่ใช่เพราะเสียงคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มเว็บไซต์ลามกเอง&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ซึ่งในแง่ของเว็บไซต์ แม้การใช้โดเมน .xxx จะมีความเสี่ยงมากมาย แต่หากมีการตกลงใช้แทนโดเมน .com ก็จะทำให้เว็บไซต์ได้รับการคุ้มครองจากข้อสัญญาใหม่ที่ไอแคนต้องประกาศตามออกมา อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังพบว่าเว็บไซต์ลามกหลายแห่งต่อต้านการใช้โดเมนเนม .xxx เนื่องจากเชื่อว่าจะเป็นการปูทางไปสู่การจ่ายค่าธรรมเนียมราคาแพงแก่ภาครัฐหรือองค์กรอิสระอื่นๆ</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=207</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:28:15 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>ไอทีอินเดียสะดุดปัญหาค่าแรง ต่างชาติเตรียมหาแหล่งลงทุนใหม่</title>
 <description>ไอทีอินเดียประสบปัญหารุมเร้าหนัก ทั้งแรงงานคุณภาพต่ำเพิ่มจำนวนมากขึ้น และปัญหาด้านสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ ทำให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมไอทีตามนโยบายประเทศเริ่มเดินมาถึงทางตัน ขณะที่จีน เวียดนามและฟิลิปปินส์เร่งชูนโยบายแสดงความพร้อมต่อการลงทุนได้มากกว่า จึงทำให้หลายบริษัทเริ่มเห็นดีเห็นงามกับการโยกย้ายฐานการผลิตไปยังสามประเทศดังกล่าวมากขึ้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นาย Kaushal Sampat ผู้บริหารของ Dun and Bradstreet ในอินเดียกล่าวว่า &quot;แม้ว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมไอทีในอินเดียจะมีมูลค่ามหาศาล แต่โลกในยุคโลกาภิวัฒน์ก็โหดร้ายมากพอที่จะทำให้อินเดียต้องเจอกับอุปสรรคครั้งใหญ่ เราไม่สามารถนิ่งนอนใจกับประโยคที่ว่าเราคือประเทศที่อุตสาหกรรมไอทีเติบโตสูงที่สุดในโลกได้อีกต่อไป เพราะแรงงานฝีมือดีกำลังหนีไปต่างประเทศ ขณะที่แรงงานที่เรามีก็กลับมีคุณภาพต่ำลง&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ปัญหาดังกล่าวได้ถูก Dun and Bradstreet ผู้ให้บริการด้านสารสนเทศที่มีสาขาทั่วโลกถ่ายทอดผ่านทางรายงานฉบับแรกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสารสนเทศที่เคยเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของอินเดีย โดยระบุว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นภายใต้การนำทีมของบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังเช่น Infosys Technologies, Wipro, Tata Consultancy และ Satyam ที่ใช้จุดเด่นเรื่องค่าแรงถูกเป็นหลัก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       โดยในรายงานดังกล่าวได้ระบุถึงปัญหาของแรงงานไอทีอินเดียในขณะนี้ว่า จุดเด่นของอินเดียเรื่องค่าจ้างแรงงานถูกนั้นกำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายอินเดียเสียเอง เนื่องจากมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างให้กับลูกจ้างที่มีทักษะค่อนข้างต่ำประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้หลายบริษัทต้องเบนเข็มไปลงทุนยังประเทศอื่น อีกทั้งมีการประมาณการตัวเลขว่า แรงงานที่มีทักษะน้อยเหล่านี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนคนในปี 2009 ด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนั้น ในรายงานดังกล่าวยังได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ เช่น ระบบคมนาคมขนส่งที่ไม่เพียงพอกำลังสร้างผลกระทบในด้านลบแก่บริษัทไอทีของอินเดียด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ขณะที่ประเทศคู่แข่ง ซึ่งได้แก่ประเทศจีน เวียดนามและฟิลิปปินส์ ก็กำลังเร่งหามาตรการใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน และแรงงานไอทีฝีมือดี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าจ้างให้แรงงานฝีมือดีในอัตราที่สูงกว่า หรือการจัดหาแรงงานราคาถูกไว้รองรับตลาด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบแผนการลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายค่าย ไม่ว่าจะเป็นไอบีเอ็มซึ่งประกาศว่าจะทุ่มเงินจำนวน 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐใน 3 ปีเพื่อลงทุนในอินเดีย หรืออินเทลจะลงทุนเพิ่มอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซิสโก้ ซิสเต็มส์อีก 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ และไมโครซอฟท์อีก 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ รายงานข่าวจากเอเอฟพีนิวส์ระบุว่า ในงบประมาณเหล่านี้ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นค่าจ้างแรงงาน ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับค่าแรงงานไอทีในช่วงปี 1990 - 2000 แล้วจะพบว่า มีราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงนั้น บริษัทอินโฟซิส และไวโปร เป็นสองบริษัทต้น ๆ ที่ใช้เรื่องของค่าจ้างแรงงานราคาถูกมาทำตลาด จนทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ แต่ในการแข่งขันของวงการไอทีปัจจุบัน จุดเด่นเหล่านั้นดูจะไม่เพียงพอเสียแล้ว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       V.K.Magapu ผู้บริหารจาก L and T Infotech เปิดเผยว่า อินเดียต้องการโปรแกรมเมอร์และวิศวกรเพิ่มเติมอีก 1.6 ล้านคน เพื่อให้รายได้ของอุตสาหกรรมดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 5 ปี</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=205</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:26:15 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>IBMโชว์&quot;โคอาลา&quot;ปลั๊กอินเจ๋ง บันทึก-ทำซ้ำธุรกรรมออนไลน์</title>
 <description>ใครที่เบื่อหน่ายกับการทำกิจวัตรออนไลน์เดิมซ้ำๆเตรียมเฮ เพราะไอบีเอ็มพัฒนาปลั๊กอินหรือโปรแกรมเสริมสุดเจ๋ง สามารถบันทึกและทำซ้ำขั้นตอนธุรกรรมออนไลน์ผ่านเว็บเบราเซอร์ได้แบบอัตโนมัติ แถมยังสามารถแชร์หรือแบ่งปันวิธีการนั้นๆให้กับชาวออนไลน์คนอื่นๆได้ไม่ต่างจากวิกิพีเดีย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เทคโนโลยีนี้มีนามว่า &quot;โคอาลา (Koala)&quot; เป็นโปรแกรมเสริมหรือปลั๊กอินของเว็บเบราเซอร์น้องใหม่ไฟแรงอย่างไฟร์ฟ็อกซ์ (Firefox) โดยทีซซ่า ลู (Tessa Lau) นักพัฒนาจากศูนย์วิจัยอัลมาเดน (Almaden Research Lab) ของไอบีเอ็มระบุว่าเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปีที่แล้วและพร้อมให้บริการแก่สาธารณชนทั่วไปในขณะนี้ โดยลูเป็นผู้สาธิตเทคโนโลยีนี้แก่ผู้ร่วมงาน อีเทค (ETech) งานประชุมเทคโนโลยีใหม่ที่จัดขึ้นเป็นระยะเวลา 4 วันในซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;เราเห็นความน่าเบื่อของกิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำผ่านอินเทอร์เน็ต เช่นการเช็คยอดค่าบริการผ่านเว็บไซต์ทุกๆเดือน ก่อนจะชำระเงิน&quot; ลูกล่าวว่า โคอาลาจะเก็บขั้นตอนการทำธุรกรรมออนไลน์และแบ่งปันให้กับชาวออนไลน์คนอื่นได้ด้วย &quot;มันจะทำให้คุณสามารถแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำธุรกรรมบนโลกออนไลน์ให้กับส่วนรวมได้&quot;&lt;br /&gt;
      กระบวนการทำงานของโคอาลาคือ เมื่อผู้ใช้ต้องการบันทึกธุรกรรมออนไลน์ ระบบจะสร้างชุดคำสั่งการทำธุรกรรมออนไลน์หรือสคริปต์ขึ้นมา โดยระบบจะแสดงรายการสคริปต์กิจกรรมออนไลน์ที่ถูกบันทึกไว้บริเวณพื้นที่กรอบซ้ายมือของหน้าต่างเบราเซอร์ไฟร์ฟ็อกซ์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้ต้องการหาซื้อบ้านในซานฟรานซิสโก เขาหรือเธอคนนี้จะต้องเข้าไปที่เว็บไซต์รวบรวมรายการจำหน่ายสินค้าและบริการชื่อดัง MultipleListingService.com หรือเอ็มแอลเอส เพื่อค้นหาบ้านของผู้จำหน่ายบ้านชื่อดังอย่างเบย์แอเรีย (Bay Area) โคอาลาจะบันทึกเว็บไซต์เอ็มแอลเอสนี้ว่าเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการหาซื้อบ้านทางอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       จากนั้นผู้ซื้อจะต้องป้อนข้อมูลบ้านที่ต้องการในเว็บไซต์เอ็มแอลเอส โคอาลาจะบันทึกลงในสคริปต์ว่ามีข้อมูลใดบ้างที่ผู้ซื้อต้องกรอก ซึ่งหากเอ็มแอลเอสไม่สามารถหาข้อมูลบ้านได้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ผู้ซื้อเพียงแค่เปลี่ยนแปลงข้อมูลในสคริปต์ เพื่อให้โคอาลาดึงผลลัพท์ครั้งใหม่โดยไม่ต้องคลิกเปลี่ยนแปลงข้อมูลอื่นๆในเว็บไซต์เอ็มแอลเอสอีกครั้ง&lt;br /&gt;
      &quot;สคริปต์นี้จะเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารจริง เช่นหากผู้ซื้อเปลี่ยนข้อมูลบ้านที่ต้องการจาก 1 ล้านเหรียญเป็น 2 ล้านเหรียญ โคอาลาจะเจเนอเรทข้อมูลใหม่และทำการคลิกปุ่มในเอ็มแอลเอสให้โดยอัตโนมัติ&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เมื่อกระบวนการทำธุรกรรมออนไลน์หนึ่งๆสำเร็จ ผู้ใช้สามารถบันทึกสคริปต์นี้และอัปโหลดขึ้นไปยังบริการโคอาลาวิกิ (Koala wiki) เพื่อแบ่งปันขั้นตอนการทำธุรกรรมนี้ให้กับชาวออนไลน์รายอื่นต่อไป กรณีผู้ใช้รายอื่นที่ต้องการซื้อบ้าน จะสามารถเปลี่ยนข้อมูลบ้านที่ต้องการเช่นราคา จำนวนห้องนอน และสถานที่ตั้งได้เลย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ขณะนี้โคอาลาวิกินั้นมีบันทึกสคริปต์กว่า 7 หมื่นสคริปต์ โดยลูระบุว่าระบบจะไม่จดจำข้อมูลรายละเอียดส่วนตัวหรือชื่ออ้างอิงผู้อัปโหลดสคริปต์ แต่จะจดจำเฉพาะขั้นตอนการทำธุรกรรมเท่านั้น จุดนี้ไอบีเอ็มแสดงความเอาใจใส่กับความปลอดภัยเรื่องการบังเอิญเผยแพร่ข้อมูลการเงิน เช่น หมายเลขบัตรเครดิตอย่างมาก ด้วยการสร้างโค้ดคำสั่งเพื่อจำแนกประเภทข้อมูลหมายเลข ก่อนจะปิดบังข้อมูลเหล่านั้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่าเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นดาบสองคม โดยจากการปรึกษากับทีมผู้สร้างไฟร์ฟ็อกซ์อย่างมูลนิธิมอสซิลา (Mozilla Foundation) หลายคนแสดงความกังวลว่าอาจเปิดช่องให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสร้างสคริปต์หลอกลวง แต่จุดนี้ลูมองว่า ด้วยความที่โคอาลาเป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส จึงมองว่าความเป็นชุมชนจะทำให้เกิดการควบคุมที่ทำให้ความกังวลนี้คลีคลายได้</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=204</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:25:37 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>เดลล์เผยสอบบัญชีพบข้อผิดพลาด</title>
 <description>เดลล์ประกาศ การตรวจสอบบัญชีภายในพบตัวเลขผิดพลาดหลายจุด ซึ่งอาจทำให้ผลกำไรภาพรวมในไตรมาสก่อนหน้านี้บิดเบือน เชื่อว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะทำให้การประกาศตัวเลขผลประกอบการประจำปีของเดลล์ล่าช้าออกไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       วันที่ 18 เมษายนนี้คือกำหนดการที่เดลล์จะต้องรายงานผลประกอบการต่อคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯหรือ SEC (Securities and Exchange Commission) เดลล์เชื่อว่าการปรับแก้ตัวเลขบัญชีจะไม่สามารถเสร็จทันกำหนดการนี้ โดยมูลค่าหุ้นของเดลล์ตกลง 64 เซนต์ หรือประมาณ 2.7 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 22.75 เหรียญสหรัฐทันทีที่มีการประกาศข่าวนี้แก่สาธารณชน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เดลล์ไม่ให้ข้อมูลข้อผิดพลาดที่พบจากการสอบบัญชีอย่างละเอียด โดยประกาศในข่าวประชาสัมพันธ์เพียงว่าพบตัวเลขผิดหลายจุดซึ่งอาจทำให้ภาพรวมการเงินของเดลล์บิดเบือน ซึ่งขณะนี้เดลล์กำลังอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับคณะตรวจสอบบัญชีเพื่อดำเนินการตรวจสอบให้ถึงที่สุด เพื่อให้ได้ข้อสรุปในการปรับแก้ผลประกอบการที่เดลล์ประกาศออกมาก่อนหน้านี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ประธานคณะสอบบัญชีของเดลล์ไม่เปิดเผยกำหนดเวลาที่คาดว่าการสอบบัญชีจะแล้วเสร็จ โดยระบุว่าจะดำเนินการสอบบัญชีโดยใช้ระยะเวลาและบุคลากรอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบัญชีเหล่านี้ถูกต้อง ด้านดเวน์ ค็อกซ์ (Dwayne Cox) ประชาสัมพันธ์ของเดลล์ให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่สามารถให้ข้อมูลใดได้ในขณะนี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับผลประกอบการไตรมาสสอง สาม และสี่ของปีนั้นผ่านการพิจารณาเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งเดลล์จะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนจะรายงานต่อ SEC ต่อไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การประกาศครั้งนี้ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ด้านบัญชีของเดลล์ ก่อนหน้านี้เดลล์เคยได้รับจดหมายจาก SEC เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2005 สอบถามคณะกรรมการบริหารเดลล์เกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของรายได้บางส่วน ครั้งนั้นทีมบริหารของเดลล์ยอมเปิดทางให้มีการตรวจสอบอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นการกระทำเช่นเดียวกับหลายร้อยบริษัทที่ได้รับจดหมายจาก SEC ในครั้งนั้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ในแง่ของนักวิเคราะห์ หลายรายมองว่าปัญหาตัวเลขบัญชีผิดพลาดนั้นเป็นปัญหาใหญ่ก็จริง แต่เชื่อว่าจะไม่ร้ายแรงหรือกระทบต่อความมั่นคงของเดลล์ นอกจากว่าผลการตรวจสอบจะเปลี่ยนรูปไปเป็นคดีอาญา&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ที่ผ่านมา เดลล์นั้นมีการปรับเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นประธานบริหาร เควิน โรลินส์ (Kevin Rollins) และประธานฝ่ายการเงิน จิม ชไนเดอร์ (Jim Schneider) ที่สำคัญที่สุดคือการหวนคืนตำแหน่งประธานบริหารของไมเคิล เดลล์ (Michael Dell) ซึ่งครั้งนั้นหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการต้านคู่แข่งตัวฉกาจอย่างเอชพี (Hewlett-Packard) ผู้ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของเดลล์ลดลง ส่งให้กำไรในธุรกิจพีซีของเดลล์ลดลงไปด้วย</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=203</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:24:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>'BFM'แตกไลน์สู่ธุรกิจจอภาพจับเพลน่าร์เปิดตลาดจอใหญ่</title>
 <description>บี เอฟ เอ็มฯ จับมือเพลน่าร์ เอ็กซ์กรีน เปิดตลาดจอภาพขนาดใหญ่ 100 นิ้ว เป็นรายแรกในเมืองไทย ชูจุดขายเด่นด้วยเทคโนโลยีจอภาพที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ที่หันมาจับตลาดโฮมเธียรเตอร์ บวกราคาขายถูกสุดต่างจากจอภาพขนาด 100 นิ้วแบรนด์อื่นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งเป้าปีแรกยอดขาย 100 ล้าน แชร์ในตลาดจอขนาดใหญ่ 5 %&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       กศิปัญญ์ ศิริธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอฟ เอ็ม อินโนเว็กซ์ จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทได้รับการแต่งตั้งจาก เพลน่าร์ ซิสเต็มส์ ประเทศหารัฐอเมริกา  ผู้ทำตลาดจอแสดงภาพเฉพาะทางที่ใช้ในหลากหลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นวงการแพทย์ ทหาร ธนาคาร ศูนย์การค้า โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ทำตลาดผลิตภัณฑ์โฮมเธียเตอร์  เพลน่าร์ เอ็กซ์สกรีน รายเดียวในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของทางบริษัทบี เอฟ เอ็ม ฯจากเดิมที่อยู่ในธุรกิจจำหน่ายวัสดุตกแต่งอาคาร และกำลังมองโปรดักส์ใหม่ที่มีนวัตกรรมและเข้ากับไลฟ์สไตล์คนไทยเพื่อนำเข้ามาทำตลาดและเพื่อแตกไลน์หาธุรกิจใหม่เพิ่มมากเข้ามาอีก&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เพลน่าร์ เอ็กซ์สกรีน เป็นความลงตัวของบี เอฟ เอ็มฯที่ต้องการมองหาโปรดักส์เพื่อเข้ามาเจาะตลาดกลุ่มไฮคาส หรือคนที่ต้องการยกระดับความเป็นอยู่ให้มากกว่าดูแค่ทีวีมาเป็นโฮมเธียเตอร์  และสอคล้องกับพฤติกรรมคนไทยที่เปลี่ยนไปหันมาหาความบันเทิงภายในบ้านมากยิ่งขึ้นส่งผลให้โฮมเธียเตอร์ได้รับความนิยมมากตลาดขยายตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ธิปัตย์ สุนทราชุน กรรมการผู้จัดการ  บี เอฟ เอ็ม กล่าวว่า  เพลน่าร์  ซิสเต็มส์ เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านจอภาพเป็นผู้ผลิตจอภาพในวงการแพทย์และทหาร และมาในช่วงหลังมีการแตกไลน์หันมาผลิตจอภาพเพื่อตลาดโฮมเธียรเตอร์ด้วยอีกตลาดหนึ่ง โดยเพลน่าร์ ที่ ทำตลาดในประเทศไทยจะเป็นเพลน่าร์เอ็กซ์กรีน ประกอบด้วยโปรเจคเตอร์ และจอภาพ โดยเป็นจอโปรเจกเตอร์แบบฉายตรงด้านหน้า ต่างจากจอทีวีทั่วไปที่ฉายภาพจากด้านหลังที่ทำให้แสงจ้าเข้าตาเป็นอันตรายต่อสายตา ขณะที่ขอโปรเจคเตอร์ของเพลน่าร์ฉายภาพจากโปรเจคเตอร์ไปที่จอแสงจึงไปตกที่จอก่อนสะท้อนเข้าตาคนดูอีกครั้งจึงเป็นการถนอมสายตา ทำให้ดูภาพได้เป็นเวลานานหรือทั้งวันโดยไม่ปวดตาและด้วยคุณสมบัติของ Daytime Film Technogy ซึ่งเป็นเอกสิทธ์เฉพาะหนึ่งเดียวในโลกสามารถแก้ปัญหาที่พบทั่วไปในโฮมเธียรเตอร์โดยสามารถตัดแสงรบกวนภายในห้อง ทำให้เป็นจอแสดงภาพที่สามารถดูได้ในห้องที่มีแสงสว่างเช่นในห้องรับแขก ห้องนอนเมื่อไม่ปิดไฟ ต่างจากโฮมเธียรเตอร์ทั่วไปที่ต้องดูในห้องมืดเท่านั้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ผู้บริหารบี เอฟ เอ็ม กล่าวว่า เพลน่าร์ เอ็กซ์กรีน มุ่งทำตลาดจอภาพขนาดใหญ่ในระดับ 60,70,80 และ 100 นิ้ว  ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน จอภาพขนาดหใหญ่ไม่ว่าจะเป็น LCD หรือพาสม่าที่ทำตลาดในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ไม่มีจอใหญ่ขนาด 100 นิ้วเช่นนี้ จะมีอยู่บ้างก็ไม่เน้นทำตลาด ส่วนใหญ่เป็นแค่การโชว์โปรดักส์เท่านั้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ธิปัตย์ กล่าวว่า จุดขายของ  เพลน่าร์ เอ็กซ์กรีน อยู่ที่ราคา อย่างจอภาพขนาดใหญ่ 100 เมื่อเข้าชุดกับโปรเจคเตอร์แล้วมีราคาประมาณ 3-4 แสนบาท ขณะที่จอ LCD หรือพาสม่า จะมีราคาสูงถึง 4 ล้าน ทั้งมีน้ำหนักมากเกือบ 200 โล ไม่สะดวกต่อการยกติดข้างฝาบ้านเมื่อเทียบกับ เพลน่าร์ เอ็กซ์กรีนจะหนักประมาณ 60 โล&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       กลุ่มเป้าหมายของจอแสดงภาพ  เพลน่าร์ เอ็กซ์กรีน และเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ จะเป็นกลุ่มคนที่กำลังมองหาจอภาพขนาดใหญ่ รักความบันเทิงในระดับเดียวกับโรงภาพยนตร์โดยสามารถใช้ร่วมกับการชมรายการทีวีปกติได้  เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ระดับบีบวก โดยมุ่งเจาะตลาดคอนโด ที่พักอาศัย ของคนรุ่นใหม่ โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าบ้านที่ชอบกีฬา วีดีโอเกม เจ้าของบ้าน และคอนโดหรูเป็นสัดส่วน 70 % และอีก 30 % เป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ เช่น โรงแรม ห้องประชุม ธุรกิจจัดงานสัมมนา-นิทรรศการ และหน่วยงานต่างๆที่ต้องการความสมบูรณ์แบบด้านการนำเสนอภาพ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เป้าหมายของเพลน่าร์ เอ็กซ์กรีนอยู่ที่กลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาจอภาพขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพในการรับชม ภายใต้งบการตลาดประมาณ 10 ล้านบาทเพื่อสร้างชื่อเพลน่าร์ เอ็กซ์กรีนให้ติดตลาดไทย ผู้บริหารกล่าวว่า ไม่หนักใจในการทำตลาด และไม่คิดว่าจะกลายเป็นการเปิดตัวในตลาดช้ากว่าแบรนด์อื่น เพราะ ณ ปัจจุบันยังไม่มีแบรนด์ไหนทำตลาดจอระดับ 100 นิ้งในตลาดเมืองไทย  คาดว่าจะทำตลาดได้ประมาณ 100-150 ล้านบาทในปีแรก  และคาดว่าจะได้รับการตอบรับตลาดผู้บริโภคคนไทยในระดับเดียวกับยุโรปและอเมริกาที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้เพียง 4 เดือน ด้วยจุดขายของเทคโนโลยีบวกกับราคาต่ำกว่าแบรนด์อื่น ขณะที่ เพลน่าร์ เอ็กซ์กรีนยังมีการรับประกันสินค้าถึง 2 ปี&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ตลาดรวมโทรทัศน์ปัจจุบันตกปีละประมาณ 1 ล้านเครื่อง  โดยคาดว่าจอ LCDและพาสม่าในปี 2550 จะมีความต้องการสูงถึง 1 แสนเครื่อง เติบโตจากปีที่แล้วประมาณ 67% ที่มียอดขายประมาณ 60,000 เครื่องและมีแนวโน้มเติบโตอย่างมากเป็น 200,000 เครื่องในปี 2552 จับเป็นโอกาสของเพลน่าร์ เอ็กซ์กรีนในการเปิดตลาดในประเทศไทย โดยเพลน่าร์ตั้งเป้าแชร์ในตลาดจอแสดงภาพขนาดใหญ่ในปีแรกประมาณ 5 %  โดยในช่วงแรกมีการต่างตั้งตัวแทนจำหน่าย 2 รายคือ  บริษัท Conice Electronic  และบริษัท MRZ Standaed   และอยู่ในระหว่างการเจรจากับดีลเลอร์อีกหลายราย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ในส่วนบี เอฟ เอ็มฯ นอกจาก เพลน่าร์ เอ็กซ์กรีนเป็นโปรดักส์แรกที่นำเข้ามาทำตลาดยังมีนโยบายที่จะทำโปรดักส์อื่นๆเข้ามาเปิดตลาดอีกมาก โดยในปีที่ผ่านมาบี เอฟ เอ็มฯ มีรายได้ประมาณ  270 ล้านบาท</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=202</link>
 <pubDate>Tue, 03 Apr 2007 19:23:50 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>ไมโครซอฟท์แนะวิธีประหยัดพลังงานลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบุควรปิดสกรีนเซฟเวอร์หรือการตั้งค่าเปลี่ยนการแสดงผลหน้าจอเมื่อไม่มีการใช้งาน ชี้เครื่องพีซีที่แสดงหน้าจอสกรีนเซฟเวอร์นั้นใช้พลังงานสูงเท่ากับการเปิดหลอดไฟขนาด 100 วัตต์ต่อเนื่อง 1 ปี</title>
 <description>ไมโครซอฟท์เผยเบราเซอร์ตัวใหม่สำหรับอุปกรณ์สื่อสารภายใต้ชื่อ Deepfish ซึ่งทางบริษัทอ้างว่าออกแบบให้ง่ายต่อการเล่นอินเทอร์เน็ตไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แกรี่ วิลเลียม เฟลก (Gary William Flake) ผู้อำนวยการของ Microsoft Live Labs เปิดเผยว่า &quot;หากลองจินตนาการถึงการเล่นอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันจะพบว่ามันไม่น่าดึงดูดใจมากนัก และค่อนข้างแตกต่างจากการใช้งานบนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปค่อนข้างมาก ซึ่งข้อเสียอีกประการหนึ่งของอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือคือปัญหาเรื่องความเร็วในการโหลดข้อมูลที่มักจะช้ากว่าคอมพิวเตอร์มาก เนื่องจากอาศัยเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในการโอนถ่ายข้อมูล&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       จากปัญหาเหล่านี้จึงเป็นที่มาของแนวคิดใหม่จากไมโครซอฟท์ต่อซอฟต์แวร์เบราเซอร์บนมือถือคือ เลือกเป็นฝ่ายออกแบบเบราเซอร์ให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น แทนการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแต่ละเว็บไซต์ออกแบบขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถของเบราเซอร์ตัวใหม่คือผู้ใช้สามารถซูมภาพใกล้ - ไกลจากหน้าเว็บเพจนั้น ๆ ได้เลยทันที และรวดเร็วขึ้นด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       เบราเซอร์ Deepfish นี้ยังเป็นโปรแกรมรุ่นทดสอบอยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจฟีดแบ็กจากผู้ใช้งาน ก่อนที่จะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับผู้ที่สนใจทดสอบ Deepfish นั้น สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ &lt;a href=&quot;http://labs.live.com/deepfish/&quot;&gt;http://labs.live.com/deepfish/&lt;/a&gt; โดยทางบริษัทระบุว่า จะจำกัดจำนวนผู้ทดสอบ โดยใช้นโยบายมาก่อนได้ใช้งานก่อน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือกำลังเป็นตลาดหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานในขณะนี้ เนื่องจากเป็นตลาดที่สามารถสร้างรายได้ให้กับวงการไอทีอีกมากมายมหาศาล ไม่เพียงแต่ไมโครซอฟท์ที่ก้าวเข้ามาในตลาดนี้ แต่ยักษ์ใหญ่อย่างยาฮู และกูเกิลก็ได้ส่งบริการค้นหาข้อมูลมาชิมลางแล้วไม่น้อย เช่น บริการ &quot;oneSearch&quot; จากยาฮูที่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในสหรัฐอเมริกาหลายรายเลยทีเดียว</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=201</link>
 <pubDate>Sat, 31 Mar 2007 23:28:54 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>ไมโครซอฟท์แนะ ปิดสกรีนเซฟเวอร์ประหยัดพลังงาน</title>
 <description>ไมโครซอฟท์แนะวิธีประหยัดพลังงานลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบุควรปิดสกรีนเซฟเวอร์หรือการตั้งค่าเปลี่ยนการแสดงผลหน้าจอเมื่อไม่มีการใช้งาน ชี้เครื่องพีซีที่แสดงหน้าจอสกรีนเซฟเวอร์นั้นใช้พลังงานสูงเท่ากับการเปิดหลอดไฟขนาด 100 วัตต์ต่อเนื่อง 1 ปี&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดีน ดีวิทท์ (Dean DeWhitt) หัวหน้าทีมพัฒนาชุดคำสั่งวินโดวส์หรือวินโดวส์เคอร์แนลของไมโครซอฟท์ เป็นผู้ประกาศแนะนำให้ผู้บริโภคปิดฟังก์ชันสกรีนเซฟเวอร์ในคอมพิวเตอร์ โดยยกเหตุผลว่าการแสดงภาพสกรีนเซฟเวอร์สวยงามนั้นทำให้คอมพิวเตอร์ผลาญพลังงานมากกว่าการปล่อยให้หน้าจอคอมพิวเตอร์พักการทำงานชั่วคราวหรือที่รู้จักกันในนาม sleep mode หรือ hibernating mode&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;คอมพิวเตอร์พีซีที่กำลังแสดงภาพสกรีนเซฟเวอร์จะต้องใช้พลังงานเทียบเท่ากับการเปิดหลอดไฟขนาด 100 วัตต์หนึ่งดวงต่อเนื่องนาน 1 ปี โรงงานไฟฟ้าต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศปริมาณ 1,350 ปอนด์จึงจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจำนวนนี้ได้&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ไมโครซอฟท์รับข้อมูลการใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์เหล่านี้มาจากสถาบันวิจัย PC Pro Labs ของอังกฤษ ซึ่งดำเนินการสำรวจเพื่อเปรียบเทียบการใช้พลังงานในคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์วิสต้า (Windows Vista) และวินโดวส์เอ็กซ์พี (Windows XP) ในองค์กร โดยไม่มีรายงานว่าการสำรวจครั้งนี้ตรวจวัดการใช้พลังงานคอมพิวเตอรที่เปิดสกรีนเซฟเวอรโดยอิงจากรอบระยะเวลาเท่าใด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ผลที่ออกมาคือวิสต้าทำได้ดีกว่าเนื่องจากการมี Sleep mode โหมดหยุดการทำงานชั่วคราวเช่นเดียวกับที่มีในคอมพิวเตอร์แมคอินทอชของแอปเปิล โหมดหยุดการทำานชั่วคราวจะทำให้คอมพิวเตอร์พีซีสามารถประหยัดพลังงานได้ แต่ก็สามารถตื่นหรือตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ได้ทันทีที่ต้องการ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ไมโครซอฟท์ระบุว่าโหมดคอมพ์หลับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์พร้อมต่อการทำงานเสมอ ขณะเดียวกันซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส การอัปเดทหรือการดาวน์โหลดไฟล์ทิ้งไว้ก็ยังสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=200</link>
 <pubDate>Sat, 31 Mar 2007 23:28:25 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>คอไอทีฮิต&quot;Widget&quot;ผุดของเล่นใหม่เพียบ</title>
 <description>กระแสนิยมโปรแกรมจิ๋ว &quot;Widget&quot; เพิ่มรวดเร็ว พบหลายค่ายใช้เทคนิคใหม่สร้างความน่าสนใจจนกลายเป็นตลาดที่มีความหลากหลายสูง บริษัทโฆษณาเตรียมใช้ Widget เป็นช่องทางสร้างแบรนด์ในผู้ใช้คอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ดร.Curtis Gittens นักวิเคราะห์อาวุโสจากอินโฟเทค รีเสิร์ช กรุ๊ปในอังกฤษกล่าวว่า &quot;ปัจจุบัน โปรแกรมเล็ก ๆ ประเภท Widget ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในหมู่ผู้บริโภค เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการติดตามข้อมูลสำคัญ ๆ ที่อัปเดตตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และยังช่วยเพิ่มเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปค้นหาในเว็บไซต์อีกต่อไป&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;ข้อดีของบริการดังกล่าวคือ ลดความยุ่งยากในการค้นหาข้อมูล แต่ไม่ได้หมายความว่า Widget จะช่วยลดปัญหาด้านข้อมูลที่มีมากเกินไปของผู้ใช้ลงได้ แต่ผู้บริโภคควรจะเลือกดาวน์โหลดจากผู้ให้บริการที่มีชื่อเสียง เชื่อใจได้ จะปลอดภัยกว่า&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       พอล โบรดี้ (Paul Brody) รองประธานฝ่าย Desktop Products ของยาฮูกล่าวถึงโปรแกรม Widget ว่า จุดเด่นของ Widget คือทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องเปิดเว็บเบราเซอร์อีกต่อไป ซึ่งความนิยมในตัว Widget นี้มีผลอย่างมากต่อทิศทางการพัฒนาโปรแกรมต่อไปในอนาคต&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเปรียบเสมือนอสังหาริมทรัพย์ของผู้ให้บริการออนไลน์ การมี Widget รันอยู่บนคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ต่างจากการได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือสร้างความตระหนักในแบรนด์สินค้าเพิ่มเติมอีกทางหนึ่งนั่นเอง&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทางเว็บไซต์ยาฮูมีโปรแกรม Widget เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วกว่า 4,300 ชนิด โดยเป็นฝีมือการสร้างสรรค์จากพนักงานของยาฮูเองและมาจากบริษัทอื่น ๆ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ในฐานะที่ Widget เป็นเสมือนประตูนำทางผู้ใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ทอปไปสู่บริการที่ต้องการบนโลกออนไลน์ จึงทำให้มีบริษัทหัวใส ใช้ Widget เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือตัวองค์กรมากขึ้น จึงเห็นได้ว่าโปรแกรม Widget บนหน้าจอเดสก์ทอปในปัจจุบันเต็มไปด้วยสีสัน ไม่ว่าจะเป็นภาพ โลโก้ และมีความหลากหลายมากขึ้น ยกตวอย่างเช่น อาจจะเป็นเกมให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบได้ก็มีให้เห็นบ้างแล้วเช่นกัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       โปรแกรม Widget ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ Widget สำหรับตรวจสอบสภาพอากาศ, รายงานข่าว, ตารางรถไฟ-สายการบิน, คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละสกุลเงิน มีแม้กระทั่ง Widget สำหรับคำนวณเวลาที่เหมาะแก่การตั้งครรภ์สำหรับสาว ๆ ทั้งหลายด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นอกจากนั้น ยังมีโปรแกรม Widget ที่ช่วยเตือนความจำเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้บริโภค เช่น Widget เตือนเมื่อถึงเวลาพักดื่มกาแฟ สำหรับคอกาแฟด้วย ฯลฯ</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=199</link>
 <pubDate>Sat, 31 Mar 2007 23:28:02 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>พบชาวออนไลน์อ่านข่าวละเอียดที่สุด</title>
 <description>น่าประหลาดใจไม่น้อย เมื่อการสำรวจล่าสุดพบว่าผู้อ่านสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไปมักอ่านบทความไม่จบ ทั้งหนังสือพิมพ์และหนังสือแทบลอยด์ โดยเมื่อเทียบสัดส่วนการอ่านแล้ว ผู้อ่านข่าวสารบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่อ่านบทความจบครบถ้วนมากที่สุด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ข้อมูลงานวิจัยจากสถาบันพอยเนอร์ (Poynter Institute) ซึ่งนำมาเผยแพร่แก่ผู้เข้าร่วมประชุมในงานสมาคมบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อเมริกัน (American Society of Newspaper Editors) ที่กรุงวอชิงตัน ในวันพุธที่ผ่านมา วิเคราะห์ว่าชาวออนไลน์อ่านบทความเฉลี่ย 77 เปอร์เซ็นต์ของบทความทั้งหมด ขณะที่สัดส่วนการอ่านบทความของผู้อ่านหนังสือพิมพ์ทั่วไปอยู่ที่ 62 เปอร์เซ็นต์ และหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ (หนังสือพิมพ์เล่มเล็ก) อยู่ที่ 57 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การสำรวจครั้งนี้เริ่มทำการศึกษาเมื่อปีที่แล้ว ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้อ่านสื่อสิ่งพิมพ์ 6 ชนิดได้แก่หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ 2 ฉบับ (ร็อคกี้เมาท์เทนนิวส์และฟิลาเดลเฟียนิวส์) หนังสือพิมพ์ขนาดมาตรฐาน 2 ฉบับ (เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไทม์และเดอะสตาร์ทริบูน) และเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ 2 ฉบับ (ไทม์และสตาร์ทริบูน) แต่ละฉบับใช้กลุ่มตัวอย่าง 100 คนรวมเป็นทั้งสิ้น 600 คน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การศึกษาจะสรุปผลจากการอ่านของผู้อ่านแต่ละคน ที่ใช้เวลาในการอ่าน 15 นาทีต่อบทความตลอดช่วงเวลาทำการศึกษา 30 วัน เมื่ออ่านจบแล้วจะมีการทดสอบกลุ่มตัวอย่างเพื่อวัดผลความเข้าใจเนื้อเรื่องที่ได้อ่านไป ซึ่งมีส่วนประกอบหลายรูปแบบทั้งบทสัมภาษณ์หรือกราฟ โดยการสัมภาษณ์ซารา คินน์ (Sara Quinn) นักวิจัยของพอยเนอร์ระบุว่าเป็นการศึกษาที่ยากลำบาก เนื่องจากปริมาณข้อมูลมากมายและความยากในการวิเคราะห์สรุปผล&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ออนไลน์อ่านละเอียด&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การสำรวจพบว่า ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้อ่านออนไลน์ อ่านบทความรายละเอียดเจาะลึกทั้งบทอย่างพิถีพิถันทันทีที่เริ่มต้นอ่าน ขณะที่ผู้อ่านหนังสือแทบลอยด์กว่า 68 เปอร์เซ็นต์อ่านเพียงบทความพิเศษผ่านๆก่อนจะข้ามไปหน้าอื่น เช่นเดียวกับ 59 เปอร์เซ็นต์ของผู้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับพฤติกรรมการอ่านอื่นๆ ราว 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้อ่านสื่อสิ่งพิมพ์กระดาษเลือกเริ่มต้นอ่านบทความพิเศษชิ้นใหญ่ที่สุดก่อน จากนั้นจึงเปลี่ยนไปอ่านบทอื่นๆต่อไป ขณะที่ 25 เปอร์เซ็นต์ใช้วิธีสแกนก่อน โดยจะพิจารณาหัวข้อโดยรวมที่มีบนหน้ากระดาษ ก่อนจะเลือกบทความเพื่ออ่านต่อไป&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับผู้อ่านบทความออนไลน์ พฤติกรรมการอ่านสองแบบข้างต้นนั้นแบ่งออกเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งพอดี แต่สิ่งที่แตกต่างคือ พาดหัวข่าวหรือรูปภาพขนาดใหญ่จะสามารถดึงดูดใจผู้อ่านได้ดีบนสื่อสิ่งพิมพ์ แต่สำหรับสื่อออนไลน์ การสำรวจพบว่าผู้อ่านใส่ใจแถบบอกทางขนาดจิ๋วมากกว่า&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       การสำรวจยังพบว่าภาพเหตุการณ์สามารถดึงดูดผู้อ่านได้ดีกว่าภาพที่ถ่ายในสตูดิโออย่างเป็นทางการ โดยผู้อ่านส่วนใหญ่ระบุว่าภาพสีน่าสนใจกว่าภาพขาวดำ</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=198</link>
 <pubDate>Sat, 31 Mar 2007 23:27:39 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>ทรูรุก5สถาบันการเงินจับกลุ่มตลาดลูกค้าบัตรเครดิต</title>
 <description>ทรู จับมือ 5 สถาบันการเงิน เปิดแคมเปญ My Speed, My Style เพิ่มสิทธิพิเศษและขยายโอกาสให้ผู้ถือบัตรเครดิตวีซ่า และมาสเตอร์การ์ด เลือกท่องโลกอินเทอร์เน็ตเร็วสะใจตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ด้วยข้อเสนอพิเศษเพิ่มความเร็วขึ้น 2 เท่า หวังขยายฐานลูกค้า hi-speed Internet ของทรูไปยังกลุ่มลูกค้าบัตรเครดิต&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายไพบูลย์ ต.ศิริวานิช ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไป ด้านกลุ่มลูกค้าบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูจับมือ 5 พันธมิตรสถาบันการเงิน ชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารซิตี้แบงก์, ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย, บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)), บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด (บัตรเครดิต กรุงศรี จีอี), ธนาคาร สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดตัวแคมเปญพิเศษ My Speed My Style เพื่อสะท้อนแนวคิดความเร็วในการเข้าถึงเทคโนโลยียุคใหม่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของตนเอง สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายผู้ถือบัตรเครดิตของสถาบันการเงินชั้นนำทั้ง 5 ที่ล้วนเป็นกลุ่มคนเมืองทันสมัยมีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวที่ต้องการเข้าถึงทั้งข้อมูลข่าวสารความรู้และความบันเทิงอย่างอิสระ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แคมเปญนี้มอบให้ทั้งความเร็วที่สะใจกับ hi-speed Internet จากทรูพร้อมส่วนลดผ่านบัตร เครดิตและสิทธิพิเศษที่รวบรวมไว้อีกเพียบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ คนรุ่นใหม่ยุคไฮสปีดได้อย่างลงตัว&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แคมเปญ My Speed My Style จัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับลูกค้าบัตรเครดิตวีซ่าและ มาสเตอร์การ์ดของ Citibank, HSBC, KTC, บัตรเครดิต กรุงศรี จีอี และ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เพียงสมัครใช้ hi-speed Internet จากทรู ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 มิถุนายน ศกนี้ จะได้รับความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่า แต่จ่ายในราคาขั้นต่ำเพียง 590 บาท นานถึง 4 เดือน พร้อมซื้อโมเด็ม hi-speed ในราคาเพียง 1 บาท (จากราคาปกติ 1,600 บาท) ฟรีค่าติดตั้ง 500 บาท และค่าส่ง 100 บาท รวมทั้งฟรีค่าแรกเข้า 2,000 บาท รวมทั้งฟรี POP e-mail ขนาด 100 MB และรับฟรีทันที Webcam มูลค่า 590 บาท และจะได้รับของขวัญพิเศษเพิ่มเติม จากบัตรเครดิต&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ความการร่วมมือกับ 5 สถาบันการเงินในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการขยายฐานลูกค้า hi-speed Internet ของทรูไปยังกลุ่มลูกค้าบัตรเครดิตแล้ว ยังเป็นการมอบความคุ้มค่าให้ลูกค้าอีกด้วย ไพบูลย์ กล่าว</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=197</link>
 <pubDate>Sat, 31 Mar 2007 23:27:08 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>เจ๊บเซ่นออกกล้องดิจิตอลคาสิโอ3รุ่น</title>
 <description>เจ๊บเซ่นเปิดตัวกล้องดิจิตอลของคาสิโอในแบบไลฟ์สไตล์ 3 รุ่น โดยมี EX-V7 ที่เน้นประสิทธิภาพการซูม ดีไซน์บางเบา ง่ายต่อการใช้งานเป็นไฮไลท์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Stylish in your lifestye&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายจรัสพงศ์ เจนจรัสแสง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายคอนซูเมอร์ อิล็กทรอนิกส์ บริษัท เจ๊บเซ่น แอนด์ เจ๊สเซ่น มาร์เก็ตติ้ง (ที) จำกัด กล่าวว่า เจ๊บเซ่นได้นำกล้องดิจิตอลไลฟ์สไตล์ใหม่จากคาสิโอ 3 รุ่นออกสู่ตลาด ซึ่งประกอบด้วย EX-V7, EX-Z1050 และ EX-Z75 ซึ่งเป็นนวัตกรรมจาก EXILIM ที่มุ่งเน้นเรื่องวิจัยและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการรวมเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อการใช้งานของผู้บริโภคมารวมไว้ในกล้องดิจิตอลคาสิโอ รวมถึงการดีไซน์เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน และมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยแต่ละรุ่นมีจุดแตกต่างกัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สำหรับรุ่น EXILIM Hi-Zoom EX-V7 ซึ่งผู้บริหารคาสิโอย้ำว่าเป็นไฮไลท์ของการเปิดตัว เนื่องจากเป็นการรวมเอาเทคโนโลยีด้านการซูมที่มีประสิทธิภาพ การดีไซน์ที่บางเบา รวมถึงความง่ายต่อการใช้งานด้วยการซูมออปติคอลได้ 7 เท่า และซูมดิจิตอล 4 เท่า ความละเอียด 7.2 เมกะพิเซลไว้ด้วยกัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       EX-Z1050 เป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งานให้เป็น EXILIM Engine 2.0 ที่เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานให้สูงขึ้นในทุกๆ ดาน ด้วยฟังก์ชันที่ทันสมัย เช่น ความละเอียด 10.1 เมกะพิเซล ซูมออปติกคอลได้ 3 เท่า ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 7 ภาพต่อวินาที บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ 30 ภาพต่อวินาที เป็นต้น&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       EX-Z75 เป็นรุ่นที่เพิ่มความง่ายในการใช้งานกับประสิทธิภาพด้วยความละเอียด 7.2 เมกะพิเซล พร้อมเพิ่มรูปแบบภาพถ่ายมากขึ้นถึง 34 แบบ รวมถึงโหมดถ่ายภาพสำหรับลงเว็บโดยเฉพาะด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       สินค้าของคาสิโอเป็นสินค้าที่มีราคาแพง อย่างต่ำคือตัวละ 8 พันบาท และด้วยเทคโนโลยี EXILIM เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาด</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=196</link>
 <pubDate>Sat, 31 Mar 2007 23:25:56 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>ฮิตาชิเปิดยุทธศาสตร์ลดต้นทุนไทย-จีนศูนย์กลางผลิตฮาร์ดไดร์ฟ</title>
 <description>เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์เปิดตัวบริการใหม่ ManagerGo ภายใต้แนวความคิด &quot;หนังสือพิมพ์ฉบับก่อนกลับบ้าน&quot; หวังเจาะกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องการเกาะติดข้อมูลข่าวสาร สามารถพิมพ์ข่าวร้อนกรอบบ่ายนำติดตัวไปอ่านระหว่างเดินทางได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นางสาววรมน ดำรงศิลป์สกุล ผู้ดูแลโครงการ ManagerGo เปิดเผยว่า &quot;จากสถิติการบริโภคข่าวสารของคนทำงานในปัจจุบัน พบว่าพนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีเวลาอัปเดตข่าวสารในระหว่างวันมากนัก เนื่องจากภาระหน้าที่การงาน และในช่วงเย็นหลังเลิกงาน อาจมีเวลาเข้ามาเช็คข่าวเพียงแค่ 5 - 10 นาทีก่อนกลับบ้านเท่านั้น จึงเป็นที่มาของบริการ ManagerGo ที่จะช่วยทำหน้าที่รวบรวมข่าวเด่นในแต่ละวันและออกแบบให้อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์พร้อมเสิร์ฟให้แก่ผู่อ่าน อีกทั้งยังมีคูปองสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับนำไปใช้แลกซื้อสินค้าและบริการในราคาพิเศษด้วย&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แนวคิดของบริการ ManagerGo ถือเป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้วงการสื่อสิ่งพิมพ์ โดยถือเป็นหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับแรกในประเทศไทยที่ผู้อ่านสามารถพิมพ์อ่านได้โดยไม่มีการเก็บบริการใด ๆ อีกทั้งยังมีคูปองส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ แถมมาในแต่ละฉบับด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       รูปแบบของบริการ ManagerGO จะเป็นการสรุปข่าวสำคัญ ๆ ในแต่ละวัน พร้อมรายงานสถานการณ์ล่าสุดผ่านพาดหัวข่าว ซึ่งหากผู้อ่านสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านจากเว็บไซต์ในภายหลัง ซึ่งในแต่ละข่าวจะมีการระบุหมายเลขข่าวเอาไว้ด้านล่าง ผู้ใช้สามารถนำหมายเลขนี้ไปอ้างอิงกับทางระบบค้นหาได้อย่างง่ายดาย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายนิรันดร์ เยาวภาว์ เว็บมาสเตอร์ของผู้จัดการออนไลน์กล่าวเสริมว่า &quot;รูปแบบของ ManagerGo เป็นการผสมผสานระหว่างสื่อกระดาษ กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ลงตัวกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเราพบว่าช่วงบ่าย และเย็นจะมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งต้องการบริโภคข่าวสารเพิ่มเติม จึงเชื่อว่าการจัดพิมพ์ในรูปแบบดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้อ่าน ที่สำคัญ ManagerGo ไม่ใช่การนำข่าวเมื่อวานมาลงตีพิมพ์ แต่เป็นการรวบรวมข่าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้มาเผยแพร่ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถอัปเดตได้แบบวันต่อวัน โดยลงทุนแค่ค่ากระดาษกับค่าหมึก จึงเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้อ่านในปัจจุบัน&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       บริการ ManagerGO เปิดให้ผู้อ่านข่าวของผู้จัดการออนไลน์สั่งพิมพ์ข่าวได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของทุกวัน จันทร์-ศุกร์ ผ่านทางป้ายแบนเนอร์ที่ปรากฏอยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์ หรือผู้อ่านจะเข้าไปยังหน้าโฮมเพจของบริการก็ได้ที่ www.manager.co.th/managergo โดยจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 เมษายน 2550 นี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ปัจจุบัน เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ครองตำแหน่ง สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดผู้เข้าชมกว่า 600,000 คนต่อวัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;เราเป็นหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการอัปเดตข่าวในช่วงเย็นก่อนเลิกงานเป็นรายแรก นอกจากนั้นผู้อ่านสามารถนำรหัสข่าวไปกรอกในหน้าเว็บไซต์เพื่ออ่านข่าวฉบับเต็มได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งในส่วนของบริการ ManagerGo จะมีการส่ง Mail Alert เพื่อเตือนว่าหนังสือพิมพ์ ManagerGo มาแล้ว และด้วยขนาดของไฟล์ที่เล็กมาก (ไม่เกิน 1 เมกะไบต์) เชื่อว่าสามารถดาวน์โหลดและสั่งพิมพ์ได้โดยไม่มีปัญหา&quot; นางสาววรมนกล่าวในที่สุด</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=195</link>
 <pubDate>Sat, 31 Mar 2007 23:24:54 +0700</pubDate>
</item>
<item>
 <title>พร้อมเสิร์ฟ&quot;ManagerGo&quot; นสพ.อิเล็กทรอนิกส์ฟรีก่อนกลับบ้าน</title>
 <description>เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์เปิดตัวบริการใหม่ ManagerGo ภายใต้แนวความคิด &quot;หนังสือพิมพ์ฉบับก่อนกลับบ้าน&quot; หวังเจาะกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องการเกาะติดข้อมูลข่าวสาร สามารถพิมพ์ข่าวร้อนกรอบบ่ายนำติดตัวไปอ่านระหว่างเดินทางได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นางสาววรมน ดำรงศิลป์สกุล ผู้ดูแลโครงการ ManagerGo เปิดเผยว่า &quot;จากสถิติการบริโภคข่าวสารของคนทำงานในปัจจุบัน พบว่าพนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีเวลาอัปเดตข่าวสารในระหว่างวันมากนัก เนื่องจากภาระหน้าที่การงาน และในช่วงเย็นหลังเลิกงาน อาจมีเวลาเข้ามาเช็คข่าวเพียงแค่ 5 - 10 นาทีก่อนกลับบ้านเท่านั้น จึงเป็นที่มาของบริการ ManagerGo ที่จะช่วยทำหน้าที่รวบรวมข่าวเด่นในแต่ละวันและออกแบบให้อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์พร้อมเสิร์ฟให้แก่ผู่อ่าน อีกทั้งยังมีคูปองสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับนำไปใช้แลกซื้อสินค้าและบริการในราคาพิเศษด้วย&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       แนวคิดของบริการ ManagerGo ถือเป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้วงการสื่อสิ่งพิมพ์ โดยถือเป็นหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับแรกในประเทศไทยที่ผู้อ่านสามารถพิมพ์อ่านได้โดยไม่มีการเก็บบริการใด ๆ อีกทั้งยังมีคูปองส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ แถมมาในแต่ละฉบับด้วย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       รูปแบบของบริการ ManagerGO จะเป็นการสรุปข่าวสำคัญ ๆ ในแต่ละวัน พร้อมรายงานสถานการณ์ล่าสุดผ่านพาดหัวข่าว ซึ่งหากผู้อ่านสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านจากเว็บไซต์ในภายหลัง ซึ่งในแต่ละข่าวจะมีการระบุหมายเลขข่าวเอาไว้ด้านล่าง ผู้ใช้สามารถนำหมายเลขนี้ไปอ้างอิงกับทางระบบค้นหาได้อย่างง่ายดาย&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       นายนิรันดร์ เยาวภาว์ เว็บมาสเตอร์ของผู้จัดการออนไลน์กล่าวเสริมว่า &quot;รูปแบบของ ManagerGo เป็นการผสมผสานระหว่างสื่อกระดาษ กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ลงตัวกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเราพบว่าช่วงบ่าย และเย็นจะมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งต้องการบริโภคข่าวสารเพิ่มเติม จึงเชื่อว่าการจัดพิมพ์ในรูปแบบดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้อ่าน ที่สำคัญ ManagerGo ไม่ใช่การนำข่าวเมื่อวานมาลงตีพิมพ์ แต่เป็นการรวบรวมข่าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้มาเผยแพร่ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถอัปเดตได้แบบวันต่อวัน โดยลงทุนแค่ค่ากระดาษกับค่าหมึก จึงเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้อ่านในปัจจุบัน&quot;&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       บริการ ManagerGO เปิดให้ผู้อ่านข่าวของผู้จัดการออนไลน์สั่งพิมพ์ข่าวได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของทุกวัน จันทร์-ศุกร์ ผ่านทางป้ายแบนเนอร์ที่ปรากฏอยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์ หรือผู้อ่านจะเข้าไปยังหน้าโฮมเพจของบริการก็ได้ที่ www.manager.co.th/managergo โดยจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 เมษายน 2550 นี้&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       ปัจจุบัน เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ครองตำแหน่ง สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดผู้เข้าชมกว่า 600,000 คนต่อวัน&lt;br /&gt;
       &lt;br /&gt;
       &quot;เราเป็นหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการอัปเดตข่าวในช่วงเย็นก่อนเลิกงานเป็นรายแรก นอกจากนั้นผู้อ่านสามารถนำรหัสข่าวไปกรอกในหน้าเว็บไซต์เพื่ออ่านข่าวฉบับเต็มได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งในส่วนของบริการ ManagerGo จะมีการส่ง Mail Alert เพื่อเตือนว่าหนังสือพิมพ์ ManagerGo มาแล้ว และด้วยขนาดของไฟล์ที่เล็กมาก (ไม่เกิน 1 เมกะไบต์) เชื่อว่าสามารถดาวน์โหลดและสั่งพิมพ์ได้โดยไม่มีปัญหา&quot; นางสาววรมนกล่าวในที่สุด</description>
 <category>News</category>
 <link>http://www.siamdev.com/page.php?id=194</link>
 <pubDate>Sat, 31 Mar 2007 23:16:51 +0700</pubDate>
</item>
</channel>
</rss>